วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เส้นทางไร่อ้อย

เส้นทางไร่อ้อย

เรื่องนี้ส่งมาจากคุณเตี้ย (นามสมมติ) ค่ะ คุณเตี้ยเล่าว่า.. เตี้ยเป็นคนภาคอีสานค่ะ เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่ภาคอีสาน ด้วยความที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานมาก ทำให้เตี้ยตระเวนไปเยี่ยมเพื่อนๆ ญาติๆ ตามหมู่บ้านต่างๆ แทบจะทุกวัน จนมีวันหนึ่ง เตี้ยให้พี่ชายคนรองขับรถพาไปเยี่ยมย่า และบรรดาอาๆ ที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งห่างออกไปราวๆ 5 กิโลเมตร ตอนแรกพี่ชายก็บ่นบอก ‘เอาไว้พรุ่งนี้ได้ไหม? นี่ก็ 4 โมงเย็นแล้ว เวลาเตี้ยไปหาเพื่อนหาญาติ ชอบติดลม พี่ไม่อยากขับรถตอนกลางคืน ไฟหน้ารถมันไม่ค่อยดี..’ พี่ชายคนรองเตี้ยบ่นซะยาว เตี้ยเลยบอกกับพี่ชายว่า ‘ถ้าไม่พาไป งั้นเอากุญแจรถมา เตี้ยไปเองก็ได้ ถ้าเมาแล้วขับอย่ามาบ่นทีหลังละกัน..’ พอพูดจบ ทั้งแม่ทั้งพี่ชายรีบร้องห้ามใหญ่ บอกห้ามไปคนเดียวนะมันอัตราย เดี๋ยวนี้บ้านเราไม่เหมือนเมื่อก่อนหรอกนะ สุดท้ายพี่ชายคนรองก็ต้องขับรถไปส่งเตี้ยจนได้
เตี้ยนั่งหน้าข้างพี่ชาย ตามองสองข้างทางที่เปลี่ยนไปมาก ถนนเส้นที่พี่ชายพามาเป็นเส้นทางลัด เป็นถนนดินทรายที่ชาวบ้านเขาใช้เวลาไปไร่ไปนา สองข้างทางที่เตี้ยจำได้มันเคยเป็นไร่มันสำปะหลัง แต่ตอนนี้เป็นไร่อ้อยแทน เตี้ยชวนพี่ชายคุยไปเรื่อย แต่ส่วนมากพี่ชายก็จะตอบมาแค่ ‘อืมๆ’ และก็บอกซำ้ๆ อยู่นั่นแหละว่า ‘อย่าอยู่นานนะ ไฟรถไม่ค่อยดี พี่อยากกลับก่อนคำ่’ เตี้ยก็ตอบไปส่งๆ ‘จ้าๆ’ แต่ในใจก็คิดว่า อะไรวะ..นี่ก็ 4 โมงเย็นแล้ว ถ้ากลับก่อนคำ่ก็ 6 โมง แค่ 2 ชั่วโมงจะไปทำไม ยังไงก็ต้องมี 3 ทุ่มอย่างตำ่ล่ะ.. และก็จริงอย่างที่คิดไว้ค่ะ เตี้ยคุยกับเพื่อนๆ กับญาติๆ ยิ่งดื่มด้วยยิ่งติดลม ล่วงเลยไปจนเกือบ 4 ทุ่ม ซึ่งพี่ชายนี่ก็เร่งทุกๆ ครึ่งชั่วโมงว่า ‘กลับเถอะๆ’ จนแกหยุดเร่งเพราะคงเบื่อ จนเริ่มจะดึก เตี้ยถึงได้ชวนพี่ชายกลับ
ขากลับกว่าเราสองพี่น้องจะออกจากหมู่บ้านของย่าก็ 4 ทุ่มเข้าไปแล้ว ย่ากับญาติๆ ก็ชวนนอนด้วย แต่เราสองพี่น้องไม่อยากนอน เพราะแค่กลับบ้านดึกแม่ก็คงบ่นหูชาแล้ว.. บอกก่อนเลยค่ะว่าแถวบ้านนอกนี่ เลย 2 ทุ่มไปแล้วจะเงียบมาก ยิ่ง 4 ทุ่มไม่ต้องพูดถึง เรานั่งรถกันมาเงียบๆ เงียบจนเตี้ยทนไม่ไหว สองข้างทางที่เป็นไร่อ้อยตอนกลางวันว่าน่ากลัวแล้ว ตอนกลางคืนนี่น่ากลัวยิ่งกว่า แถมเป็นถนนดินทราย ทำให้พี่ชายขับรถช้าอย่างกะเต่าคลาน บรรยากาศมันวังเวงมากจนต้องหาเรื่องคุยกับพี่ชาย ‘ไร่อ้อยเยอะขนาดนี้ หนูคงเยอะเนาะอ้าย..’ พี่ชายก็ตอบมาคำเดียว ‘อืมมมม..’ ‘แล้วอ้อยมันได้ราคาดีเหรอ ทำไมใครๆ ถึงเลิกปลูกมันสำปะหลังมาปลูกอ้อยแทน?’ พี่ชายก็ตอบสั้นๆ เหมือนเดิมคือ ‘อืมมมมม..’ ตอนนี้เตี้ยเริ่มโมโหพี่ชายละ ถามอะไรก็ตอบแค่ ‘อืมมมมๆ’ นอกจากพี่ชายจะไม่คุยแล้ว ยังหน้านิ่ง สูดหายใจหนักๆ ฟืดดๆ อยู่หลายครั้ง จนเตี้ยชักจะหมดความอดทน เลยไม่คุยด้วย หันหน้าหนีมองออกไปทางหน้าต่าง กะว่าจะมองอะไรไปเรื่อยเปื่อย สองข้างทางค่อนมีแต่ต้นอ้อยสูงทึบ รกมาก แล้วสายตาเตี้ยก็ดันมองไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาวถึงกลางหลัง ใส่เสื้อสีเขียวอ่อน นั่งยองๆ เอามือกอดเข่า ซบหน้าลงกับหัวเข่าอยู่ข้างทาง ที่เห็นเพราะแสงไฟหน้ารถสาดไปพอดี เตี้ยเลยเผลอร้อง ‘เฮ้ย!’ ออกมาดังๆ หันมองตามจนรถแล่นผ่านไป เขาก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น เตี้ยหันไปหาพี่ชายกะจะบอกว่า ‘จอดให้เขาไปด้วยดีไหม? คงเป็นชาวบ้านแถวนี้มานั่งรอใครมารับหรือเปล่าเลยเผลอหลับ..’ เตี้ยคิดในใจยังไม่ทันได้อ้าปากบอกพี่ชาย พี่ชายก็พูดออกมาก่อน ‘อย่าปาก!’ (อย่าพูด ภาษาอีสาน) เตี้ยก็งง อะไรวะ ปกติพี่ชายเป็นคนมีนำ้ใจ ทำไมวันนี้ใจแคบจัง คิดแค่นั้นเตี้ยก็สะบัดหน้าหันไปทางหน้าต่างมองข้างนอกตามเดิม แต่สิ่งที่เตี้ยเห็นข้างหน้า คือผู้หญิงคนเดิม นั่งท่าเดิมอยู่ข้างทาง! เฮ้ย!? แล้วแกมานั่งตรงนี้อีกได้ยังไง?
พอถึงตรงนี้เตี้ยขนลุกซู่เลยค่ะ คิดว่าไม่ใช่ละ หันหน้ามาทางพี่ชาย เห็นพี่ชายหน้าซีด ขบกรามแน่น ตาก็มองไปข้างหน้าเหมือนตั้งใจขับรถมากๆ จากนั้นพี่ชายก็พูดเบาๆ ว่า ‘อ้ายเห็นแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรต่อ..’ พอจบคำพี่ชายแค่นั้นล่ะค่ะ กระบะหลังรถนี่วูบลงเหมือนมีของหนักๆ ตกใส่ เตี้ยนั่งตัวสั่นนำ้ตาไหลเลย รู้สึกเลยว่ารถมันหนักมาก เหมือนเวลาเราบรรทุกของหนักๆ เต็มกระบะหลังเลยล่ะค่ะ รถก็ช้าลงมาก ขนาดไม่ใช่คนขับยังรู้สึก เตี้ยนั่งหลับตาร้องไห้ ความรู้สึกตอนนั้นคือมันนานมาก กลัวจนจะฉี่ราด เสียงพี่ชายก็คอยพูดปลอบเบาๆ ‘อย่าร้องๆ ใกล้จะถึงบ้านแล้ว..’ จากนั้นไม่นาน รถก็เหมือนเบาวืดขึ้นมาเลย เตี้ยลืมตาขึ้นดูถึงรู้ว่าจะเข้าเขตหมู่บ้านเตี้ยแล้ว มองทางพี่ชายเห็นแกหันมามองเตี้ยบ่อยๆ พร้อมกับบอก ‘ไม่มีอะไรแล้วๆ’
พอถึงบ้านเท่านั้นล่ะค่ะ เตี้ยเปิดประตูวิ่งไปหาแม่ทันที แม่ยังนั่งรออยู่กับพี่ชายคนโต และพี่สะใภ้ เตี้ยวิ่งไปกอดแม่เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว พี่ชายคนโตเดินไปหิ้งพระเอาฝ้ายมาให้แม่ผูกข้อมือเรียกขวัญให้เตี้ย ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชายคนรองว่า ‘พ้อติ?’ (เจอเหรอ?) พี่ชายคนรองก็พยักหน้าบอก ‘จะเหลือเหรอ’ ‘..แล้วเจอยังไง?’ พี่สะใภ้ถาม เตี้ยเลยเล่าให้ฟัง ว่าเห็นผู้หญิงคนเดียวกันนั่งกอดเข่าอยู่ข้างทาง 2 ครั้ง แล้วอยู่ๆ รถก็วูบหนักๆ เหมือนบรรทุกของเป็นตันๆ พอเล่าจบก็ได้ยินพี่ชายคนรองร้องว่า ‘โอ้ยยย! แค่นั่งกอดเข่าข้างทาง 2 ครั้งแกยังร้องไห้ขนาดนี้ ถ้าเห็นเอาหน้าแนบกระจกตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านย่า แถมยังแลบลิ้นเลียกระจกตลอดทางจนถึงทางเข้าหมู่บ้านเหมือนพี่ แกไม่หัวใจวายตายเลยเหรอ!!’ จากนั้นพี่ชายคนโตก็เดินออกไปดูที่กระจกหน้าด้านคนขับ แล้วเดินกลับมาบอกเบาๆ ว่า ไอ้น้องกระจกรถแกเอี่ยมอ่องจริงๆ เลย! เตี้ยนี่ได้แต่นั่งงง อ้าปากค้าง ยังจะมาพูดเล่นกันอีก คนกลัวจนผมจะร่วงทั้งหัวอยู่แล้ว ยังไม่ทันจะถามอะไร พี่สะใภ้ก็เล่าให้ฟังว่า ‘เมื่อ 3 เดือนก่อน มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ พี่ผัน แกเป็นคนหมู่บ้านที่ย่าอยู่ แกออกไปดูไร่อ้อยของแก จากนั้นก็หายตัวไปเลย ชาวบ้านตามหากันอยู่หลายวันก็ไม่เจอ จนกระทั่ง 4 วันต่อมา ชาวบ้านที่ออกไปไร่ไปนาได้กลิ่นเหม็นเน่าออกมาจากไร่อ้อย จึงไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้ระดมคนออกมาช่วยกันค้นหาดู ถึงได้รู้ว่าแกถูกฆ่าข่มขืนหมกไร่อ้อย นั่นยังไม่น่าสลดใจเท่าแกท้องได้ 4 เดือนแล้ว คนร้ายยังทำร้ายแกได้ลงคอ จนเดี๋ยวนี้ยังจับคนร้ายไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาแกก็เฮี้ยนหลอกทุกคนที่ผ่านเส้นทางนั้นตอนคำ่มืด หมายถึงทุกคนจริงๆ เลยนะ ชาวบ้านแถวนั้นหลัง 6 โมงเย็นก็ไม่มีใครใช้เส้นทางนั้น ชาวไร่ชาวนาต่างรีบกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน..’ ได้ฟังแบบนั้นแล้วก็น่าโมโห คือไม่มีใครบอกเตี้ยเลยสักคน ถ้าเตี้ยรู้ก่อน คงยอมโดนแม่ด่าแล้วนอนบ้านย่ายังดีกว่าโดนผีหลอก แต่คิดๆ ไปก็ยังถือว่าผีพี่ผันแกปราณีเตี้ยอยู่บ้าง มาแค่ก้มหน้ากอดเข่า ถ้าเจอแบบพี่ชายคนรอง เตี้ยคงได้หัวใจวายจริงๆ ค่ะ

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ หลังรถกระบะ

         หลังรถกระบะ                               

เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณนิแนนค่ะ คุณนิแนนเล่าว่า.. เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสมัยเราอยู่มัธยมต้นค่ะ นี่ก็ผ่านไป 10 ปีได้แล้ว บ้านเราอยู่ตอนล่างของภาคใต้ ช่วงวันหยุด แม่ และบรรดาญาติๆ เรามักจะพากันไปเที่ยวต่างจังหวัด มีครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่เราทุกคนไม่เคยลืมเลยค่ะ.. ครั้งนั้นมีเรา แม่ น้าหญิง แฟนของน้าหญิง และน้องชายเรา จะไปเที่ยวจังหวัดชัยนาท และชัยภูมิกัน ไปโดยรถกระบะ 4 ประตูแบบมีแค็บหลัง ระหว่างการเดินทางขาไปไม่มีอะไร ราบรื่นปกติดีค่ะ แต่เรื่องมันเกิดขึ้นตอนขากลับ..
ตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าเราอยู่จังหวัดไหน เพราะมันดึกแล้วมืดไปหมด ระหว่างทางน้าเราเกิดปวดฉี่ จึงต้องแวะหาปั๊มน้ำมัน พอถึงปั๊ม ทุกคนก็ลงกันไปเข้าห้องน้ำ ยกเว้นเราที่ไม่ปวด นั่งรออยู่ในรถคนเดียว สักพักเราก็รู้สึกว่ากระบะหลังมันยุบตัวลง เหมือนเวลามีคนขึ้นรถ เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าใครสักคนคงขึ้นหลังกระบะเพื่อเอาของ เลยไม่ได้หันไปดู.. สักพัก แม่ น้องเรา และแฟนน้าหญิงก็ขึ้นมาบนรถ ตามหลังมาด้วยน้าหญิง ที่มีสีหน้าแตกตื่น ตกใจ เหมือนหนีอะไรมา แฟนน้าหญิงเป็นคนขับ น้าหญิงนั่งหน้าข้างคนขับ ส่วนเรา และคนอื่นๆ ก็นั่งแค็บหลัง พอปิดประตูรถ น้าหญิงก็บอกแฟนให้รีบออกรถทันที.. พอออกมาจากปั๊มได้สักระยะ เราก็ถามน้าหญิงว่า ‘เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไร?’ น้าหญิงก็เล่าว่า ตอนที่ไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำน่ากลัวมาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะก็มีแม่เรา มีน้องชายเราเข้าไปด้วย ก็เข้ากันไปคนละห้อง แล้วทุกคนก็ออกมาก่อน ระหว่างนั้นน้าหญิงก็มองจากช่องด้านล่างของประตูห้องน้ำ แสงมันสาดเข้ามาทำให้เห็นว่ามีขาคนเดินผ่านห้องน้ำไป.. น้าหญิงก็ทักเพราะคิดว่าเป็นเรา แต่กลับไม่มีเสียงตอบ ก็เริ่มตกใจละ แต่พอออกจากห้องน้ำมา ปรากฏว่าห้องน้ำที่เข้า เป็นห้องสุดท้ายแล้ว ซึ่งคนจะเดินผ่านไปเพื่ออะไร? ถ้าเดินไปเป็นกำแพงแล้วทำไมถึงไม่เดินกลับมา แต่หายไปเฉยๆ ล่ะ?
ตอนที่น้าหญิงเล่าอยู่นั้น รถก็ออกห่างจากปั๊มน้ำมันมามากแล้ว แฟนน้าหญิงขับเลนซ้าย แล้วก็มีรถกระบะคันหนึ่งแซงมา จังหวะนั้น ทุกคนเห็นว่าที่ท้ายรถกระบะคันที่แซง มีเด็กคนหนึ่งหน้าขาวซีด มองมาที่รถเรา ทุกคนตกใจมากไม่รู้ผีหรือคน เรานี่หลับตาเลยค่ะ ไม่กล้ามอง ปกติเวลาไปไหนแบบนี้ถ้าเห็นอะไรโบราณเขาไม่ให้ทัก.. เห็นแบบนั้น ทุกคนก็เลยคิดกันไปว่า เขาคงตามมาจากปั๊ม แต่ไปอยู่ที่รถคันนั้น คงไม่มีอะไรแล้ว.. แต่มันไม่จบแค่นั้นค่ะ เพราะความจริงแล้ว สิ่งที่ตามมามันอยู่คันเราต่างหาก!
คือเราชอบมองกระจกกลาง ชอบส่องดูหน้าตาตัวเอง ดูๆ อยู่ก็รู้สึกเหมือนเห็นผมคนปลิวๆ อยู่ที่หลังกระบะ ทีแรกก็คิดว่าคงจะตาฝาดเลยไม่ได้บอกใคร กลัวจะโดนดุ.. แต่กลายเป็นว่า เราไม่ได้เห็นคนเดียวค่ะ เพราะตอนนี้ทุกคนเห็นเหมือนกัน นั่งนิ่งกันหมดเลย แฟนน้าหญิงเริ่มพูดออกมาก่อน เท่านั้นล่ะ ที่เหลือก็หันไปดูหลังรถ เห็นกันหมด! ตกใจกันมากแต่ไม่แตกตื่นนะคะ คือเป็นผู้หญิงค่ะ นั่งหันข้างอยู่กระบะหลัง ผมยาวปลิวตามลม เห็นแค่นั้นเลยค่ะ ไม่กล้าหันไปมองอีก.. ก็ขับไปจนเกือบถึงเขตจังหวัดบ้านเราแล้ว ตอนนั้นใกล้รุ่งแล้วค่ะ ประมาณตี 5 เราก็คิดว่าไม่เป็นไรแล้วล่ะ เขาคงไปแล้ว แต่เปล่าเลยค่ะ เราหันไปมองก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม!!
แฟนน้าเราตัดสินใจเลี้ยวเข้าวัดเลยค่ะ พอจอดในเขตวัดปุ๊ป เรา แม่ และน้อง รีบลงจากรถไปอยู่ใกล้พระพุทธรูปเลย ทีนี้เรากับแม่หันกลับไปมองที่รถ เห็นเลยว่าเขาลงจากรถค่ะ เป็นเงาดำๆ ชัดเจนมาก มาเดินวนรอบรถอยู่อย่างนั้น ทำให้พวกเราไม่กล้ากลับไปที่รถ ต้องอยู่กันตรงนั้นจน 6 โมงเช้า แล้วทุกคนก็รีบไปหาหลวงพ่อ เพื่อถวายสังฆทานไปให้เขา พอถวายเสร็จเราก็สบายใจแล้ว คิดว่าเขาคงได้รับบุญกุศลก็คงไปแล้ว จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านกันค่ะ.. แต่วันต่อมา แฟนน้าหญิงขับรถคันเดิมไปทำธุระ ปรากฏว่ามีสิบล้อมาชนเข้าที่ท้ายกระบะยับเยินค่ะ โชคดีที่แฟนน้าหญิงปลอดภัยไม่เป็นอะไร แต่จากนั้นมาแฟนน้าหญิงก็ไม่ใช้รถคันนั้นอีกเลย.. อุบัติเหตุครั้งนั้นจะเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้ค่ะ..




วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชุดมือสอง

ชุดมือสอง

     เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ขนหัวลุกจากคุณอิงค่ะ คุณอิงเป็นพนักงานราชการบรรจุใหม่ที่เชียงใหม่  และก็ได้ถูกส่งไปอบรมที่เชียงราย 2 วัน จริงๆ ก็อบรมวันเดียว ส่วนอีกวันก็คือไปเที่ยวนั่นเอง และอิงก็ได้ไปแถบแม่สาย ที่มีของราคาถูกขายเยอะแยะมากมาย อิงก็ไปสะดุดกับชุดกระโปรงยาวลายดอกสีดำตัวหนึ่ง อิงเห็นว่าสวย และราคาก็ไม่แพง อิงจึงตัดสินใจซื้อมาในราคาเพียง 350 บาท
คืนนั้นหลังจากกลับมาถึงบ้านที่เชียงใหม่ อิงเข้าห้องนอน ก็เก็บเสื้อผ้าที่ซื้อ เครื่องประดับ และข้าวของอื่นๆ เข้าตู้เสื้อผ้า ทำธุระส่วนตัว และก็เข้านอนตามปกติ.. คืนนั้นอิงรู้สึกใจสั่นๆ วูบๆ บอกไม่ถูก แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คล้ายกับตกจากที่สูง เป็นแบบนั้นทั้งคืนเลย มันทำให้อิงนอนไม่ค่อยหลับ
ในคืนต่อมา พออิงเข้ามานอนในห้อง ครั้งนี้มันอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีคนจ้องเราอยู่ และในกลางดึกคืนนั้นเอง อิงก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกเหมือนมีเสียงหายใจแรงๆ อยู่ข้างๆ หู เสียงมันเหมือนเสียงสะอื้น.. อิงตัดสินใจเปิดไฟหัวเตียง และออกไปเรียกน้องสาวที่อยู่อีกห้องมานอนด้วย
เมื่อเอิง น้องสาวอิงย้ายมานอนที่ห้อง อิงก็เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อจะหยิบหมอนอีกใบให้ แต่อิงก็ต้องร้องกรี๊ดลั่น เพราะสิ่งที่อิงเห็นคือใบหน้าผู้หญิงที่ไม่มีนัยน์ตา แทรกอยู่ระหว่างเสื้อผ้าที่แขวนอยู่..
วันต่อมา อิงได้นำเสื้อกระโปรงสีดำตัวที่ซื้อมาจากเชียงรายไปที่วัด และเล่าให้พระท่านฟังว่าเกิดอะไรขึ้น พระท่านก็นำเสื้อกระโปรงชุดนี้ใส่ถังน้ำล้าง ปรากฏว่าน้ำนั้นกลายเป็นสีดำผสมแดงเหมือนเลือด พระท่านว่าอาจจะเป็นชุดที่ถอดจากศพที่ตายโหงแล้วเอามาขายก็ได้ ดูสิ ยังไม่ทันล้างเลือดออกดีเลย..





วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ต้นมะปราง

ต้นมะปราง

    เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณ จอมกะล่อน เทพวายุ สมาชิกกลุ่ม TheHOUSE ค่ะ.. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผมเมื่อตอนอายุประมาณ 10 ขวบเท่านั้น บ้านผมอยู่จังหวัดสุโขทัยครับ ในอำเภอที่ผมอยู่นั้น ส่วนมากจะทำสวนผลไม้กันเป็นส่วนใหญ่ เช่นสวนมะม่วง สวนกล้วย สวนละมุด เป็นต้น อาจจะมีปลูกต้นไม้อื่นแซมเพิ่มในสวนบ้าง เช่นมะปราง กระท้อน ขนุน มะพร้าว อะไรประมาณนี้ และเรื่องมันก็เกิดขึ้นในสวนผลไม้นั่นล่ะครับ
ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำค้างเริ่มลงมาบ้างแล้ว ซึ่งน้ำค้างนั้นเป็นอาหารชั้นดีของเหล่าจิ้งหรีด ซึ่งในสวนผลไม้จะมีจิ้งหรีดอยู่เป็นจำนวนมาก และเจ้าจิ้งหรีดนี่ล่ะ เป็นอาหารโปรดของผมเลยทีเดียว คืนนั้น เสียงจิ้งหรีดร้องระงมดังไปทั่วทั้งสวนเลย มันชวนให้น่าออกไปจับยิ่งนัก ผมเลยชวนอาเขยออกไปจับจิ้งหรีดกัน วิธีการจับก็ไม่ยากเท่าไร แต่ถ้าคนไม่เคยก็อาจจะยากสักหน่อย คือธรรมชาติของจิ้งหรีดเวลามันร้อง มันจะออกมาอยู่ที่ปากรูของมัน แต่หากมีอะไรไปรบกวน มันจะรีบมุดเข้ารูของมันทันที เวลาจับเราจะใช้เสียมอันเล็กๆ ปัก เพื่อดักรูมันไว้ไม่ให้มันมุดเข้ารูมันได้ แล้วก็จับตัวมันใส่ขวด ขวดที่ใช้ก็ขวดน้ำอัดลมพลาสติกนั่นล่ะครับ สองคนอาหลานเดินหาจับจิ้งหรีดกันไปเรื่อย จากสวนหนึ่งไปอีกสวนหนึ่ง คือสวนแต่ละแปลงมันก็จะติดๆ กันหมด แล้วเวลากลางคืนมันจะไม่รู้หรอกว่าสวนใครเป็นสวนใคร ก็เดินกันไปตามเสียงจิ้งหรีดร้อง เดินไปไกลแค่ไหนไม่รู้ จนมาถึงสวนหนึ่ง ซึ่งสวนนี้ดูสภาพมันรกกว่าสวนอื่นๆ ที่เดินผ่านมา เหมือนไม่มีคนดูแลมานานมากแล้ว หญ้าขึ้นรกสูงประมาณหัวเข่าได้ แต่เสียงจิ้งหรีดในสวนนี้ร้องดังดีเหลือเกิน
สองคนอาหลานก็เดินด้อมๆ มองๆ ส่องไฟหาเพื่อดูว่ามันร้องอยู่ตรงไหน แต่น่าแปลกที่เสียงร้องดังขนาดนั้น แต่เรากลับไม่เห็นรูจิ้งหรีดเลย แต่ก็ยังพยายามเดินหากันต่อ จนเดินไปถึงต้นมะปรางใหญ่ต้นหนึ่ง ดูลักษณะน่าจะอายุหลายสิบปีอยู่ ซึ่งใต้ต้นมะปรางนั้น เราสองคนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องดังกว่าที่ผ่านมาเสียอีก เราก็ส่องไฟหาตามใต้ต้นมะปรางนั่นล่ะ ไฟที่ใช้นั้นเป็นไฟแบตเตอรี่ ที่ใช้หลอดแบบมีสายสวมไว้ที่หัว ไฟจะอยู่ตรงหน้าผากน่ะครับ.. ระหว่างที่ส่องไฟหาจิ้งหรีดอยู่ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกิ่งมะปรางมันเขย่าอย่างแรง เสียงดัง ‘สุบๆๆ’ ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีลมพัดมาเลยแม้แต่นิด เราสองคนเลยพร้อมใจกันส่องไฟขึ้นไปมองบนต้นมะปราง แต่กลับไม่มีอะไร.. ตอนนั้นสองคนอาหลานเริ่มใจคอไม่ดีละ จึงค่อยๆ หันหลังเตรียมจะเดินออกมาจากใต้ต้นมะปรางใหญ่นั้น พอก้าวขาออกมาสัก 2-3 ก้าว ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรสักอย่างร่วงลงมาจากต้นมะปรางดัง ‘ตุบ’ แบบดังมากๆ เราสองคนตกใจหันไฟส่องไปตรงนั้นพร้อมกัน ให้ตายเถอะครับ มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย.. ลองนึกภาพว่าใต้ต้นมะปรางนั้นมีหญ้าขึ้นประมาณหัวเข่า แต่เสียงที่ตกลงมานั้นมันเหมือนอะไรที่มีน้ำหนักเยอะมากๆ แต่หญ้าตรงจุดนั้นกลับไม่ยุบเลยสักนิด..
ก่อนที่จะทันได้คิดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงใบมะปรางเขย่าดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ไม่ได้มีแค่เสียงเขย่า แต่มีเสียงแบบ ‘เฮือกๆ อึกอักๆๆ’ แบบคนขาดใจ หายใจไม่ออกอะไรประมาณนั้น สองคนอาหลานจึงส่องไฟขึ้นไปดูพร้อมกัน คราวนี้ล่ะ เต็มๆ ตาเลยครับ! เห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่ง อายุน่าจะราวๆ 30-40 ปี กำลังดิ้นเร่าๆๆ ขาสะบัดไปมาอย่างแรง มีเชือกผูกที่คอ และเชือกนั้นมัดไว้กับกิ่งมะปราง ตาเหลือกปูดบวมแทบจะทะลักออกมาจากเบ้า ลิ้นจุกปาก สองมือก็กำลังดึงเชือกที่รัดคอไว้ ภาพนั้นทำให้ทั้งอาทั้งหลานยืนช็อค ขาสั่น เหงื่อแตกพลั่กๆๆ ร่างแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นตรงนั้นเลย! ร่างนั้นดิ้นอยู่ราวๆ เกือบนาที แล้วก็หยุด.. ก่อนจะถลึงตามามองที่เราสองคน แล้วพูดเสียงเย็นๆ หลอนๆ ว่า ‘เอากูลงไปหน่อย..’ แล้วก็หัวเราะอย่างสะใจ ยังไม่พอ ร่างนั้นยังพูดต่ออีกว่า ‘ถ้ามึงไม่ช่วย..เดี๋ยวกูลงไปเองก็ได้!’ พอพูดจบ ร่างนั้นก็ร่วงลงมาดัง ‘ตุบบ’ เสียงดังสนั่นแบบเดียวกับที่ได้ยินตอนแรกเลย เท่านั้นล่ะ พอตั้งสติได้ ทั้งอาทั้งหลานพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิง วิ่งไปไหนต่อไหนไม่รู้ จนมาถึงบ้าน พอเข้าบ้านได้รีบเอาพระมาคล้องคอ แล้วรีบเข้านอนคลุมโปงทันที
จนเช้ามาพากันจับไข้ จนย่าของผมซึ่งตอนนั้นท่านยังไม่เสีย มาถามว่า ‘ไปทำอะไรกันมา ถึงพากันจับไข้แบบนี้?’ ผมก็เลยเล่าให้ย่าฟัง ย่าเลยเล่าให้ฟังว่า ‘ที่แปลงนั้นน่ะ เจ้าของที่แกตายไปนานแล้ว สวนนั้นก็เลยไม่มีใครมาดูแล..’ ซึ่งพอถามไปถามมา เจ้าของที่ก็คือคนที่พวกเราเจอนั่นล่ะ ย่าบอกว่าแกไปผูกคอตายที่ใต้ที่ต้นมะปรางนั่นเอง





วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ

ผู้หญิงข้างทาง

    เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณซันค่ะ คุณซันเล่าว่า.. ผมอยู่จังหวัดขอนแก่นครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ผมหยุดงานครับ คืนนั้น เพื่อนผมคนหนึ่งมันก็โทรมาชวนผมไปหาอะไรดื่มกัน ผมก็ตกลงไป โดยที่นัด ไอ้เอ็ม เพื่อนอีกคนหนึ่งให้ไปตามไปทีหลัง เพราะมันยังไม่เลิกงาน ผมกับเพื่อนคนแรกดื่มกินกันไปจนกระทั่งราวเที่ยงคืนได้ พนักงานร้านก็มาแจ้งว่าจะปิดร้านแล้ว ผมเลยโทรไปหาไอ้เอ็มบอกว่าไม่ต้องมาแล้ว ร้านจะปิด มันก็โอเคๆ แต่สักพัก มันโทรกลับมาหาผมบอกว่า ‘มารับกูกลับบ้านหน่อย ทำกุญแจรถหายว่ะ..’ ผมก็โอเค เตรียมตัวออกจากร้านไปรับมัน แล้วบอกเพื่อนอีกคนให้กลับก่อนเลย
ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับไอ้เอ็ม ผมตอนนั้นสาบานได้เลยว่าไม่ได้เมา เพราะดื่มไปแค่ 2 แก้ว นั่งกินข้าวคุยกันซะส่วนใหญ่.. จนขี่มาถึงหน้าหมู่บ้านของไอ้เอ็ม มันจะมีป้อมยามเหมือนหมู่บ้านทั่วไป ที่มีอะไรมากั้นไว้ ขี่ไปถึงยาม ยามก็จะเลื่อนออกให้ ยามจำเพื่อนผมได้ก็เลยทัก ‘อ้าวเอ็ม วันนี้ให้ใครมาส่ง แล้วรถไปไหน?’ ไอ้เอ็มก็บอก ‘กุญแจหายพี่..’ ก็เออๆ กันตามปกติ แล้วผมก็ขี่เข้ามาต่อ ทางในหมู่บ้านมันจะเป็นทางยาวๆ ไปเรื่อยๆ มีซอยย่อยๆ ให้เลี้ยวเฉพาะทางซ้ายมือ ส่วนทางขวามือจะเป็นป่า มีม้านั่งรอรถบ้าง และมีลูกระนาดแทบตลอดทาง.. ผมขี่ไปได้สักพักก็ไปเจอคนนั่งอยู่ที่ม้านั่ง เป็นผู้หญิงหันข้างให้ ผมก็เลยทักขี้นมาลอยๆ ‘ใครวะ แม่งมานั่งคุยโทรศัพท์คนเดียวดึกๆ มืดๆ ยุงไม่กัดตายห่า..’ ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด ไอ้เอ็มมันก็ตีแขนผม แล้วบอกว่า ‘เลี้ยวซ้ายนี่แหละ’ ตอนนั้นผมก็ไม่คิดอะไร นึกว่ามันกลัวผมขี่เลยซอยเฉยๆ
พอไปส่งไอ้เอ็มถึงหน้าบ้าน มันลงจากรถแล้วบอกผมว่า ‘ขี่กลับดีๆ นะมึง เจออะไรก็ไม่ต้องไปพูด ไม่ต้องไปสนใจ..’ แล้วผมก็ขี่รถจากบ้านมันเลี้ยวกลับออกมาทางเดิมที่จะไปป้อมยาม จนขี่มาถึงม้านั่งตัวเดิม แต่ก็ไม่เจอใครแล้ว.. จังหวะนั้นรถผมขึ้นลูกระนาดพอดี อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ารถผมยุบลงแรงกว่าปกติอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร จนมาถึงป้อมยาม ยามก็ออกมามาเลื่อนที่กั้นให้ ผมก็ยิ้มให้เขา แต่เขากลับไม่มองผม สายตาเขามองเลยผมไปด้านหลังและเหลือกขึ้นสูง ผมก็งงว่ายามเขามองอะไร? พอผมขี่ผ่านไปป้อมยามไปได้สักหน่อย ผมก็มองกระจกหลังกลับไปที่ป้อมยาม เห็นยามยังคงมองตามมาที่รถผม แล้วพนมมือไหว้.. ผมก็งงสิครับ ไหว้ผมเหรอ? มารยาทดีไปไหม?
ผมขี่ไปจนถึงเซเว่น ก็จอดแวะลงไปซื้อน้ำกิน จังหวะที่ผมลงจากรถ ผมสังเกตเห็นว่ามีรอยเท้าที่เบาะนั่งด้านหลังผมครับ เป็นคราบฝุ่นๆ แป้งๆ รูปเท้าแบบเห็นนิ้วโป้ง นิ้วก้อย เป็นลักษณะเท้าชัดมาก แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้ รีบปัดออกไปก่อน ตอนนั้นผมเริ่มกลัวละ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า ผมโดนอะไรบางอย่างตามมา.. ประกอบกับหมา 4 ตัวที่หน้าปากซอยบ้านผม ซึ่งผมสนิทกับพวกมัน จะเรียกตลอดเวลาที่ขี่รถผ่านก่อนเข้าบ้าน แต่คืนนั้นพวกมันเห็นผมมา มันเห่าแบบจะเป็นจะตายเลย เห่าแบบเหมือนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ที่ทำเอาผมสั่นเลยก็คือ ไอ้โหน่งหมาตัวโปรดผม มันวิ่งมาเห่าตรงที่คนซ้อนครับ เห่าเหมือนมันเห็นอะไร ผมเรียกยังไงมันก็ไม่หยุด ผมเลยรีบบิดสุดชีวิตเข้าบ้าน
พอขี้นบ้านได้ ผมไม่อาบน้ำละครับ สวดมนต์ เข้านอนทันที จนภรรยาผมถาม ‘ตัวเองสวดมนต์ไหว้พระด้วยเหรอวันนี้?’ (คือปกติผมไม่เคยสวดมนต์ก่อนนอนครับ) ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หลับไปเลย.. แล้วคืนนั้นผมฝันครับ ฝันว่าผมลุกไปฉี่ที่ห้องน้ำในบ้านผม ด้วยความเคยชินผมจะเป็นคนไม่ชอบเปิดไฟห้องน้ำ ไปถึงก็ยืนฉี่เลย ตามปกติมันจะมีเสียงฉี่เวลามันกระทบน้ำ แต่คราวนี้เสียงมันเงียบกริบครับ จนตาผมเริ่มมองเห็นเป็นลางๆ ว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ที่ชักโครก! หน้าตาน่ากลัวมาก เธอลุกขี้นมาชี้หน้าผมว่า ‘มึงทักกูทำไม!!’ จนผมตกใจสะดุ้งตื่น ขนลุกทั้งๆ ที่เหงื่อไหลเต็มตัว จับไข้เลยครับ
หลังจากวันนั้นไม่กี่วัน ไอ้เอ็มมันก็โทรมาหาผม มันถามผมว่า ‘เป็นไงบ้างวะ ยังโอเคไหม?’ ผมก็ถามว่าโอเคเรื่องอะไรวะ? มันเลยเล่าให้ผมฟังว่า ‘กูขี่รถผ่านป้อมยาม ยามเขามาถามกูว่าเพื่อนเป็นยังไงบ้าง ยังอยู่ดีไหม? กูก็งงถามว่ามีอะไร? ยามเลยบอกว่า คืนนั้นหลังจากมึงมาส่งกูเสร็จ ตอนมึงขี่รถออกไป ยามแม่งเห็นมีผู้หญิงยืนอยู่ที่เบาะหลังมึง!’ เท่านั้นแหละ ผมรีบไปวัดทำบุญรดน้ำมนต์ยกใหญ่เลยครับ ต่อไปเห็นอะไรน่าสงสัยตอนกลางคืน ผมจะไม่กล้าทักอีกแล้ว..




วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สาวไร้หน้า

ผู้หญิงไร้หน้า


       เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหาญ ใจสิงห์ค่ะ คุณหาญเล่าว่า.. เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมตอนที่ผมต้องเดินทางกลับบ้านแฟนคนเดียว เมื่อสัก 8 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไป พศ.2552 ผมกับแฟนได้มีโอกาสลางานเพื่อกลับไปหาลูกที่ต่างจังหวัด แต่แม่ยายผมเกิดป่วยกะทันหัน พี่ชายผมเลยพาแฟนผมกลับไปก่อน โดยให้ผมขึ้นรถทัวร์ตามไปทีหลัง หลังจากแฟนผมไปได้ 2 วัน ก็ถึงวันที่ผมจะต้องกลับพอดี วันนั้นเลิกงานบ่าย 3 โมง อาบน้ำ แต่งตัว เตรียมกระเป๋าเสร็จ ไปขึ้นรถที่หมอชิตก็เกือบๆ ทุ่ม เดินไปซื้อตั๋วได้รถเที่ยวสุดท้ายเลย คือ 3 ทุ่ม ตอนขึ้นรถสังเกตได้ว่าคนน้อยมาก คงเพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาลด้วยล่ะมั้ง ก็ไม่คิดอะไร พอเด็กรถเอาขนมมาแจกก็ถาม ‘พี่ลงที่ไหนคะ?’ ผมก็บอกชื่อหมู่บ้านแฟนไป น้องรีบยื่นขนมให้แล้วเดินไปเลย ผมก็งง แต่ก็ยิ้มๆ ไปอย่างนั้น และด้วยความที่เหนื่อยจากการทำงาน ไม่นานผมก็หลับไปเลย
ตื่นนอนอีกทีก็ใกล้จะถึงหมู่บ้านแฟนผมแล้ว ด้วยความงัวเงียยังไม่ทันตื่นดี เลยรีบหยิบของเดินจะมาลงรถ คนขับถามว่า ‘จะลงตรงนี้เลยเหรอ?’ ผมพยักหน้าตอบ แล้วรถก็จอดให้ผมลง เวลาตอนนั้นตี 4 เกือบครึ่ง ผมลงรถมา อ้าว! นี่มันซุ้มประตูวัดนี่นา ทางเข้าบ้านแฟนต้องเลยไปอีกหน่อย.. ผมสะพายกระเป๋าแล้วเดินไปต่อ แต่ก็ต้องสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า แสงจันทร์ส่องให้เห็นว่าเป็นอานของรถจักรยาน ผมก้มมองดูและก็กำลังจะเดินไป ปรากฏว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีแดง กางเกงยีนส์ฟอกขาสามส่วน ผมยาวถึงกลางหลัง กำลังจูงรถจักรยานผ่านหน้าผมไป ผมก็ดีใจว่ามีเพื่อนแล้ว เลยถามไปว่า (ซาวด์แทร็คนะครับ) ‘ผู้สาวๆ สิไปไสครับ? เข้าในหมู่บ้านบ่ ผมไปนำแน’ น้องผู้หญิงตอบว่า ‘ไปอยู่จ้ะอ้าย’ แล้วก็เดินจูงจักรยานนำหน้าผมไป เดินเข้าไปในซอยบ้านแฟนผม ซึ่งต้องผ่านกำแพงวัดที่สูงท่วมหัว และมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้วย.. ผมก็สงสัยว่าน้องเขาจะจูงจักรยานทำไม ทำไมถึงไม่ขี่ เลยถามไปว่า ‘เป็นหยังคื่อบ่ขี่ล่ะนาง ซุกเอาเฮ็ดหยัง?’ น้องตอบว่า ‘โซ่มันหลุดจ้ะอ้าย! นางใส่บ่เป็น’ ผมเลยหัวเราะแล้วบอกว่า ‘มาๆ ให้อ้ายเบิ่งดู้ เดี๋ยวอ้ายใส่ให้เด้อครับ..’ พูดจบผมก็เดินไปแล้วนั่งลงตรงโซ่รถจักรยาน เอากระเป๋าวางไว้กับพื้น ค่อยๆ ใส่โซ่เข้าที่
ระหว่างที่ผมกำลังใส่โซ่จักรยาน อยู่ๆ ก็มีน้ำหยดลงมาใส่หลังมือของผม สีเข้มๆ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นน้ำมันของโซ่ ผมเลยถามน้องเขา ‘น้ำมันโซ่คือหยดคักแท่ครับ.. ว่าแต่นางคนบ้านนี่ติ อ้ายคือบ่เคยพ้อหน้าเลย?’ สิ้นคำถามของผม น้องก็ตอบกลับมาว่า ‘อ้ายกะลองเบิ่งหน้าน้องดูติล่ะ คุ้นอยู่บ่จ้ะ?’ พอผมเงยหน้าดูเท่านั้นล่ะ ก้นจ้ำเบ้าเลยครับ! ภาพที่เห็นคือ ใบหน้าที่ขาวเกลี้ยงเหมือนเปลือกไข่ ไม่มีตา ไม่มีปาก ไม่มีจมูก คิดว่าตาฝาดเลยเอามือขยี้ตา พอเอามือออก หน้าที่ว่างเปล่านั้น ก้มลงมาเกือบจะถึงหน้าผม ห่างแค่เพียงนิ้วเดียว! ที่สำคัญ น้ำที่มันหยดใส่มือผม มันคือเลือดสีแดงจากหัวน้องเขา ไหลมาที่คางแล้วหยดลงมา!
‘คุ้นอยู่บ่จ้ะอ้าย? ฮิๆๆ’
น้องทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ ก่อนจะขึ้นขี่จักยานไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ แล้วปั่นย้อนกลับไปที่ถนนใหญ่.. ผมตาค้างหันตามไปดู พอไปถึงกลางถนนมีรถกระบะคันหนึ่งพุ่งชนจักรยานน้องอย่างจัง กระเด็นไปต่อหน้าต่อตา ผมรวบรวมความกล้ารีบเดินไปจนถึงบ้านแฟน ป้าแฟน กับแฟนผมตื่นพอดี ถามผมว่า ‘ทำไมมาไวจัง นึกว่าจะมา 6 โมงเช้า’ ผมไม่ตอบล่ะครับ ยังช็อคอยู่ ป้าแฟนเห็นผมเงียบเลยถามต่อว่า ‘ไม่ใช่โดนผีหลอกอีกแล้วนะหลานเขยนี่?’ ผมเลยถามว่า ‘ผู้หญิงผมยาวไม่มีหน้า ใส่เสื้อสีแดง จูงรถจักรยานใช่ไหม? ถ้าใช่ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ..’ ป้าแกทำหน้าตกใจก่อนจะเล่าให้ฟังว่า ‘ก่อนผมกลับมาได้ 3 วัน มีผู้หญิงคนหนึ่งขี่จักรยานมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่หมู่บ้านเรานี่ล่ะ แล้วตอนกลับบ้าน สักราวๆ ตี 4 ครึ่ง ออกไปได้ครึ่งทางแล้ว ไม่รู้ว่าลืมของอะไร เลยย้อนกลับมาเอา แต่โชคร้ายเจอคนเมาขับรถกระบะชนตายคาที่ แถมรถยังลากเอาศพหน้าถูกับพื้นถนน จนตาจมูกปากหายหมดเลย ลากมาถึงซุ้มประตูวัด แล้วก็ขับหนีไป กว่าคนจะมาเจอศพก็เช้าแล้ว ที่สำคัญ ซากรถจักรยานเก็บไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่อานนั่งเท่านั้นที่ยังหาไม่เจอ.. ส่วนเสื้อที่ใส่น่ะเป็นสีขาวนะ ที่เห็นว่าเป็นสีแดง คงเป็นเลือดมันเลอะเต็มเสื้อนั่นไง.. เดี๋ยวนี้ทุ่มสองทุ่มก็ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านแล้ว เพราะเจอกันแทบทุกคน..’ ตอนนั้นในใจผมคิดขึ้นมาเลย อย่าบอกนะ ว่าที่เหยียบเข้าตอนลงจากรถทัวร์ก็คืออานรถจักรยานของน้องเขา เรื่องก็มีเท่านี้ครับ..

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เรื่องสยอนขวัญ

ลุงบนศาลา


     เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณไจแอ้นท์ค่ะ คุณไจแอ้นท์เล่าว่า.. ตอนนี้ผมอายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรีครับ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ตรงของผมเอง ซึ่งเป็นการเจอเรื่องลี้ลับแบบจังๆ ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตเลยครับ.. ย้อนกลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมน่าจะอายุราวๆ 8-9 ขวบได้ ถึงแม้ว่ายังเด็ก แต่ผมก็จำเหตุการณ์ และคำพูดสำคัญในตอนนั้นได้จนทุกวันนี้.. ครอบครัวของผมทำอาชีพค้าขายผักผลไม้ที่ตลาดสด อยู่ในตัวอำเภอเมืองชลบุรีครับ ขายตั้งแต่เช้าจนถึงประมาณหัวค่ำกว่าจะกลับ ด้วยความที่ผมยังเด็ก ทำให้ผมต้องติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปที่ตลาดสดทุกๆ วันด้วย
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังวิ่งเล่นกับเด็กๆ ลูกพ่อค้าแม่ค้ารุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ที่ตลาด อยู่ๆ ก็เห็นแม่กำลังเดินมาหาผม ในมือแม่ถือของพะรุงพะรังมาด้วย พอแม่เห็นผมแม่ก็บอกกับผมว่า ‘ไปลูก วันนี้แม่เก็บร้านเร็ว แม่จะไปธุระหน่อย..’ ผมก็ ‘อ้าว กลับแล้วเหรอแม่ กำลังเล่นสนุกๆ อยู่เลย แล้วแม่จะไปไหนล่ะ?’ แม่ก็บอก ‘เออน่า ไปได้แล้ว’ ทำให้ผมจำใจต้องรีบเดินตามแม่ไป ในใจก็หงุดหงิดตามประสาเด็กที่ยังอยากเล่นอยู่ พอเดินตามแม่ไปเรื่อยๆ ก็เห็นพ่อผมคร่อมรถมอเตอร์ไซค์รออยู่แล้ว ผมกับแม่จึงขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อ แล้วก็มุ่งหน้าไปธุระ ซึ่งในตอนนั้นผมเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ธุระคืออะไร? รู้แต่ว่ามันคือเรื่องของผู้ใหญ่ พอพ่อขี่รถมาได้สักพัก พ่อก็เลี้ยวเข้าไปในซอยซอยหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้านแน่นอน ผมเลยเอ่ยปากถามพ่อตามประสาเด็กว่า ‘พ่อๆ เราจะไปไหนกัน?’ ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ตอบผม ยังคงขี่รถต่อไป ผมเองก็ไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ.. พอมาถึงปรากฏว่าเป็นวัดนั่นเอง ผมมองไปข้างหน้าเห็นกลุ่มคนกำลังยืนคุยกันอยู่บริเวณศาลาอะไรสักอย่าง พ่อก็จอดรถอยู่ตรงกลุ่มคนนั้น แล้วแม่ก็เดินตรงเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้น ส่วนพ่อผมก็บอกผมว่า ‘เอ้าลูก ไปหาอะไรเล่นก่อนก็ได้ แต่อยู่แค่แถวๆ นี้นะ อย่าไปไหนไกลมาก เดี๋ยวพ่อกับแม่เสร็จธุระจะได้ไม่ต้องตามหา..’ ผมก็รับปากพ่อไป
แล้วสายตาของผมก็ไปเห็นกองทรายกองหนึ่ง เป็นทรายที่เขาใช้ก่อสร้างกำแพงวัด และกำลังมีเด็กๆ เล่นกองทรายกันอย่างสนุกสนาน ผมก็เลยเดินไปเล่นที่กองทราย.. เวลาผ่านไปสักพัก พ่อแม่ของเด็กๆ ที่เล่นทรายกันอยู่นั้นก็มาตามกลับบ้าน ไปทีละคนสองคน จนเหลือผมเล่นอยู่คนเดียว ผมเลยเดินไปหาอะไรอย่างอื่นเล่น เดินไปเรื่อยๆ ไปเจอศาลาหนึ่ง มันดูเงียบๆ ผมเดินก้าวเท้าขึ้นไปบนศาลานั้น ก็ไปเห็นลุงแปลกหน้าคนหนึ่ง ลุงแกนอนอยู่บนโต๊ะอะไรสักอย่าง กำลังหลับอย่างสบาย ด้วยความที่ผมก็ซนมาก ชอบแกล้งคนหลับให้ตื่น พอตื่นแล้วเขาก็จะด่า หรือวิ่งตาม ผมก็ชอบที่จะวิ่งหนี เมื่อเห็นลุงแกหลับอยู่ต่อหน้าต่อตา ผมจึงไม่รีรอที่จะเดินไปปลุกลุงแปลกหน้าคนนั้น ลุงแกเป็นคนค่อนข้างตัวเล็ก หน้าตอบๆ หน่อย สวมชุดสีขาวทั้งตัวเหมือนพวกถือศีล หรือนักปฎิบัติธรรม พอผมเดินมาใกล้ๆ มองไปที่หน้าลุงแบบประชิด ก็รู้ทันทีว่าแกกำลังหลับสนิท ผมจึงเริ่มเอามือเขย่าขาลุงให้ตื่น แรกๆ ก็เขย่าเบาๆ แต่ลุงแกไม่ยอมตื่น ก็เลยเริ่มเขย่าแรงขึ้นๆ แต่ก็ต้องแปลกใจที่เขย่าตั้งแรงแล้วลุงแกก็ไม่ตื่น ผมจึงเริ่มเบื่อ ที่การแกล้งคนให้ตื่นในครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วหันหลังกลับกำลังจะเดินลงจากศาลาไป
ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงดังแบบไม้ ‘เอี้ยดๆ’ ผมจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นลุงคนนั้นแกลุกขึ้นมา ท่าทางเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนประมาณนั้น พอผมเห็นแบบนั้น ผมจึงเดินกลับไปหาลุงคนนั้นทันที พอลุงเห็นผมลุงแกก็ยิ้มให้แต่ไม่ได้พูดอะไร ผมก็ยิงคำถามใส่ลุงทันทีว่า ‘ลุงมานอนอะไรตรงนี้?’ ลุงบอกกับผมว่า ‘ลุงอยู่ที่นี่ ลุงถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดนี้..’ แล้วลุงก็ถามผมกลับว่า ‘ว่าแต่ไอ้หนู เอ็งมาทำอะไรบนศาลานี้ล่ะ?’ ผมก็ตอบกลับไปว่า ‘มาหาเพื่อนเล่นครับ’ จากนั้น ผมกับลุงก็นั่งคุยกันไปอีกพักใหญ่ ซึ่งลุงแกก็ถามผมตามแบบที่ผู้ใหญ่เขาชอบถามเด็กๆ กัน เช่น พ่อกับแม่ทำอะไร? บ้านอยู่ที่ไหน? ประมาณนั้น ผมก็ตอบไปตรงๆ ทุกอย่างเช่นกัน.. พอคุยกันไปสักพัก ลุงแกก็ขยับตัว และลุกจากโต๊ะตัวที่แกนอนหลับอยู่เมื่อสักครู่นี้ และทำท่าจะเดินไปทางด้านหลังศาลา พอลุงแกเดินไป ผมก็มองตามลุงไป เพราะตอนนั้นผมเองก็อยากเดินไปกับลุง แต่ในใจก็คิดว่าอยากกลับแล้ว ป่านนี้พ่อแม่จะเสร็จธุระหรือยังก็ไม่รู้ เพราะศาลานี้ก็ไกลพอสมควร ผมจึงไม่กล้าเดินตามลุงไป และคิดว่าจะเดินกลับไปหาพ่อแม่
พอผมหันหลังเดินไปได้แค่ 3-4 ก้าว ผมก็ได้ยินเสียงลุง แกเรียกผม ‘ไอ้หนู เอ็งจะกลับแล้วหรือ?’ ผมได้ยินแบบนั้นก็หยุดเดิน แล้วมองกลับไปที่ลุงพร้อมกับตอบไปว่า ‘ครับลุง ผมจะกลับไปหาพ่อแม่แล้วครับ..’ ลุงแกก็ส่ายหัว และทำหน้าแบบเสียดายอะไรสักอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นว่า ‘แหม เสียดายจริงๆ เลย ลุงกำลังจะพาเอ็งไปเดินเล่นหลังศาลานี้สักหน่อย มีของให้เล่นเยอะแยะเลย..’ ซึ่งคำว่า ‘ของเล่นเยอะแยะ’ มันทำให้ผมต้องเดินกลับไปหาลุงทันที ลุงยังบอกอีกว่า ‘มาๆ แป๊ปเดียว ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลุงให้ของเล่นเอ็งเอากลับไปเล่นที่บ้านด้วย’ ผมได้ยินลุงพูดแบบนั้นก็ดีใจมาก ลืมพ่อแม่ไปทันที.. แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีลุงอีกคนหนึ่งเดินขึ้นมาทางบันไดหลังศาลา ทางที่ผมกำลังจะเดินไปพร้อมกับลุงคนแรก ลุงแปลกหน้าที่มาใหม่ ตัวสูงๆ ผอมๆ ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงขายาว อายุน่าจะพอๆ กันกับลุงที่กำลังจะพาผมไปเดินเล่น พอลุงแปลกหน้าคนที่สองนี้เดินขึ้นมา ก็ตรงปรี่เข้ามาหาลุงคนแรกทันที พร้อมสายตาที่จ้องมองมายังผมอย่างไม่ละสายตา ผมเองก็ตกใจ และกลัวการที่ลุงแกมองผมแบบนั้น แล้วลุงแปลกหน้าคนที่สองก็ยิงคำถามใส่ลุงคนแรกทันทีแบบเสียงดังว่า ‘จะพาเด็กไปไหน?’ ลุงคนแรกไม่ตอบ และทำทีท่าเหมือนกับว่าจะตกใจกับการมาของลุงคนที่สองนี้ ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาอย่างเดียว พอลุงคนแรกไม่ตอบ ลุงคนที่สองก็ถามซ้ำอีกครั้ง และเสียงดังกว่าเดิมว่า ‘ก็ถามว่าจะพาเด็กไปไหน?’ พอพูดจบ ลุงคนที่สองแกก็หันมาที่ผมทันที และพูดกับผมว่า ‘ไอ้หนู เอ็งไม่ต้องไปกับมัน พ่อแม่เอ็งอยู่ไหน กลับไปหาพ่อแม่ซะ หรือไม่ก็กลับบ้านไปซะ อย่าไปกับมันเด็ดขาด..’ ลุงคนที่สองพูดกับผมด้วยเสียงหนักแน่นเหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็ก ในใจผมก็กลัวลุงคนที่สองนี้ตั้งแต่แรกที่เดินมาแล้ว ยิ่งแกมาดุผมแบบนี้ ผมจึงคิดว่ากลับดีกว่า ผมพยักหน้าตอบรับไป และกำลังจะเดินกลับ
ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้า ผมก็เห็นลุงคนที่สองฉุดข้อมือลุงคนแรกขึ้นมา พร้อมกับถามคำถามเดิมเป็นครั้งที่ 3 ว่า ‘ถามว่าจะพาเด็กไปไหน?’ ลุงคนแรกก็ไม่ตอบเหมือนเดิม พยายามจะสะบัดมือออกจากลุงคนที่สอง แต่ก็สะบัดไม่หลุด ฉุดกระชากเหมือนจะต่อสู้กัน ตอนนั้นผมยังเด็ก ก็ตกใจกับภาพเหตุการณ์ที่มีผู้ใหญ่ 2 คน กำลังทะเลาะกัน ในใจก็คิดว่าพวกเขาทะเลาะกันเพราะผมเหรอ? จากนั้นลุงคนที่สองก็ถามคำถามใหม่ขึ้นมาว่า ‘แล้วเอ็งล่ะ จะเดินไปไหน? เอ็งไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เอ็งต้องอยู่ที่นี่ กลับไปนอนที่เดิมซะ!’ ลุงคนที่สองแกปล่อยข้อมือของลุงคนแรก และชี้นิ้วไปที่โต๊ะตัวที่ลุงคนแรกแกนอนหลับตอนที่ผมมาเจอตอนแรก ลุงคนแรกมองหน้าลุงคนที่สอง ส่ายหัวบ่นอะไรพึมพำๆ และเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วนอนลงไปบนโต๊ะตัวนั้น ลุงคนที่สองหันมาทางผม และบอกผมว่า ‘ไอ้หนู กลับบ้านไปได้แล้ว ไปๆ แล้วอย่ามายุ่งกับลุงคนนี้อีก’ พอพูดจบแกก็หันหลัง และเดินลงไปทางบันไดหลังศาลาที่แกเดินขึ้นมา ผมหันไปมองลุงคนแรก ก็เห็นแกนอนหลับเหมือนทีแรก
พอผมเดินกำลังจะถึงบันไดทางลง ก็ได้ยินเสียงแม่ผมตะโกนเรียกชื่อผม ผมจึงขานรับเหมือนทุกๆ ครั้ง ผมเห็นพ่อแม่ และผู้ใหญ่คนอื่นๆ อีกกว่า 10 คนเดินตรงเข้ามาหาผมกัน พอแม่เห็นผม แม่ก็เดินกึ่งวิ่งรีบมาหาผม พร้อมกับกอดผมทันที พ่อก็เดินตามหลังแม่มา จากนั้นแม่ก็พูดเชิงต่อว่าพ่อว่า
‘ดูลูกยังไง ทำไมปล่อยให้ลูกมาเล่นอะไรตรงนี้ ทำไมปล่อยให้ลูกมาเล่นกับศพ?’
ในตอนนั้นผมได้ยินคำว่า ศพ ผมก็เข้าใจนะว่าศพคือคนที่ตายแล้ว ผมจึงรีบตอบแม่ไปทันทีว่า ‘แม่ ลุงไม่ใช่ศพนะ เมื่อกี้นี้ลุงแกยังลุกขึ้นมาคุย มาเล่นกับผมอยู่เลย..’ จบคำพูดของเด็กใสๆ ที่พูดแบบซื่อๆ ของผม ทำเอาทั้งพ่อแม่ และผู้ใหญ่ทุกคนต่างเงียบ อึ้ง และมองหน้ากันไปมา แม่รีบพาผมเดินออกจากศาลา และพาผมกลับบ้านทันที แต่ระหว่างที่รถวิ่งออกจากวัด บังเอิญว่ามันต้องผ่านหน้าศาลาศาลาหนึ่ง ซึ่งสายตาผมก็ไปสบกับกรอบรูปหน้าศพที่ตั้งอยู่ในศาลา ซึ่งเป็นรูปของลุงคนที่สองที่ผมเจอเมื่อสักครู่นี้เอง..
ซึ่งพอผมโตขึ้นมา รู้เรื่องราวมากขึ้น พอลองย้อนคิดกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ก็เลยเข้าใจทุกอย่าง และรู้ทันทีว่าสิ่งที่ผมเจอนั้นคืออะไร? แต่ที่ผมยังสงสัย และอยากรู้มากๆ นั่นก็คือ ลุงแปลกหน้าคนที่ขึ้นมาช่วยไม่ให้ผมเดินไปกับลุงคนแรกเขาเป็นใครกัน และมาช่วยผมทำไม? แล้วถ้าวันนั้นเขาไม่ได้มาช่วยผม แล้วเกิดผมเดินตามลุงคนแรกไปจริงๆ ..ลุงแกจะพาผมไปไหน? เรื่องราวก็มีเพียงเท่านี้ครับ
ต่อผม

       เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ส่งมาจากคุณตุ๊ต๊ะค่ะ คุณตุ๊ต๊ะเล่าว่า.. พอดีเมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้ไปเจอกับเพื่อนสนิทสมัยมัธยมต้นคนหนึ่งมา เลยนั่งคุยกันเรื่องเก่าๆ จนไปนึกถึงเรื่องหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเราสองคนครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปิดเทอมเล็กสมัยเรียนชั้น ม.2 เพื่อนสนิทผมคนนี้เป็นผู้หญิงชื่อ นิ่ม ครับ ตามกฏระเบียบของโรงเรียน เด็กผู้หญิงจะต้องตัดผมสั้นเท่าติ่งหู พอถึงช่วงปิดเทอม ก็มักจะนิยมไปต่อผมยาวกัน ฮิตกันมากในหมู่เด็กหญิงผมทรงกะลาในโรงเรียนของผม วันหนึ่ง นิ่มชวนผมไปต่อผมที่ตลาดแห่งหนึ่งย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ นิ่มก็เดินหาร้านอยู่พักหนึ่ง จนไปเจอร้านที่ถูกใจ ด้วยความที่ร้านนี้ทำวิกผมจากผมจริง ไม่ใช่ใยสังเคราะห์เหมือนที่อื่นส่วนใหญ่ นิ่มเดินเลือกผมอยู่นาน จนในที่สุดก็เลือกผมชุดหนึ่งมาต่อ ซึ่งปกติผมจริงราคาจะสูง แต่ด้วยเพราะอะไรไม่รู้ ทางร้านกลับลดราคาให้นิ่มจนแสนถูก หลังจากที่ต่อผมเสร็จ พวกผมก็พากันกลับบ้าน
ผ่านไป 2 วัน พวกผมและเพื่อนอีก 3 คนได้นัดกันไปกินหมูกะทะ กินเสร็จก็เกือบค่ำ เพื่อนๆ คนอื่นก็ต่างคนต่างกลับ วันนั้นพ่อแม่ของนิ่มไม่อยู่ห้อง ผมจึงขอไปนอนกับมันด้วย ที่อยู่ของนิ่มจะเป็นห้องเช่าครับ มีเตียงใหญ่ๆ ปลายเตียงจะเป็นห้องน้ำ ฝั่งขวาเป็นระเบียง ถัดมาก็จะเป็นตู้เสื้อผ้า และที่เด่นที่สุดก็คือโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่หน้าห้องน้ำเลย.. คืนนั้นนิ่มก็ได้แต่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หวีผมไปมา ลูบบ้าง ดมบ้าง ไอ้ผมก็รำคาญ เลยเดินไปแกล้งดึงผมนิ่ม นิ่มมันด่าผมใหญ่เลยครับ บอก ‘มึงอย่ามายุ่งได้ปะ?’ ผมก็ ‘เออๆ ไม่ยุ่งก็ได้วะ..’ ผ่านไปสักพัก ขณะที่ผมนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง อยู่ๆ นิ่มมันก็หันมาด่าผม ‘มึงจะมายุ่งอะไรกับกูนักหนาวะ กูขี้เกียจหวีผมใหม่นะเว้ย!’ ..ผมก็งงสิครับ นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ดีๆ ก็โดนด่า ผมเลยบอกมันไปว่า ‘อะไร? กูยังไม่ได้ทำอะไรมึงเลยนะ ยังไม่ทันลุกจากเตียงเลย’ นิ่มมันก็ชักสีหน้าไม่พอใจผม แล้วหันกลับไปหวีผมต่อ ..ผ่านไปไม่ถึง 1 นาที นิ่มมันก็ร้อง ‘กรี๊ดดดดด!!!’ ออกมาสุดเสียง ผมเลยตกใจถามว่า ‘มึงเป็นอะไร!!?’ นิ่มมันบอกว่า ‘เมื่อกี้เหมือนมีเล็บมาข่วนที่คอกู’ ซึ่งพอผมไปเปิดออกดู ก็เห็นเลยว่ามีรอยเล็บข่วนจริง และมีเลือดซิบๆ ออกมาด้วย ซึ่งทั้งผมและนิ่มต่างก็งงว่าเกิดจากอะไร? ผมเลยไล่ให้นิ่มไปอาบน้ำ จะได้ทำแผล แล้วผมก็ลงไปเซเว่น เพื่อจะซื้อยาทาแผล และก็หาอะไรกินอีกนิดหน่อย
พอผมเดินขึ้นห้องมา ผมเห็นนิ่มมันนั่งอยู่บนเตียงกอดเข่าร้องไห้ แถมยังนุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่เลย ยาสระผมก็ยังไม่ล้างออก ผมตกใจเลยถามมัน ‘มึงเป็นอะไรวะ?’ นิ่มรีบวิ่งมากอดผม แล้วก็ร้องไห้ไม่หยุด ตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด ผมให้มันตั้งสติแล้วไปล้างหัวล้างตัวให้เรียบร้อย แต่งตัวให้เสร็จ แล้วค่อยมาคุยกัน.. หลังจากที่นิ่มทำอะไรเสร็จแล้ว ก็พอจะสงบสติลงมาได้บ้าง แล้วนิ่มมันก็เล่าให้ผมฟังว่า ‘ตอนที่มึงออกไปเซเว่น กูก็เข้าไปอาบน้ำสระผม แล้วตอนสระผม กูก้มหน้าแล้วโกยผมมาข้างหน้า กำลังใช้มือสองข้างขยี้ๆ อยู่ๆ ก็เห็นเหมือนมีมือสองข้างมาแหวกผมกูช้าๆ แล้วค่อยๆ เอาหน้าโผล่เข้ามา พร้อมกับตะคอกใส่กูว่า เอาผมกูคืนมา!! กูเลยรีบวิ่งออกมานั่งที่เตียงในสภาพที่มึงเห็น..’ นิ่มมันยังบอกอีกว่า ‘หน้าตาของผู้หญิงคนนั้นซีดขาว ดวงตาสีแดงๆ อมม่วง มีเส้นเลือดขึ้นเต็มหน้า โคตรติดตากูเลย’ ผมได้ฟังก็แทบช็อคเหมือนกันครับ
ไม่รอช้า วันรุ่งขึ้นพวกผมพากันไปร้านเดิมเพื่อที่จะเอาผมออก แต่พอไปถึงก็เห็นว่าที่หน้าร้านมีคนมุงดูอะไรกันเต็มไปหมด ผมเลยถามป้าคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น? ป้าแกเล่าว่า ‘น้องชายเจ้าของร้านนี้ทะเลาะกับแฟนอย่างแรง เพราะจับได้แฟนมีผู้ชายคนอื่น แฟนน้องชายเจ้าของร้านเลยหนีปัญหา ด้วยการกินน้ำยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตาย..’ พวกผมสองคนได้ฟังก็มองหน้ากัน ขณะที่กำลังอึ้งอยู่นั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็ยกศพออกมา และเกินคาดครับ ศพที่ผมเห็นนั้นถูกตัดผมจนสั้นแหว่ง ป้าที่เห็นเหมือนกันแกก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า ‘โอ้ย ขนาดคนตายไปแล้วยังจะตัดผมเขามาขายอีก! หัวธุรกิจจริงๆ เลยแม่คุณ..’ พอผมกับนิ่มได้ฟังเท่านั้นล่ะ ถึงกับขนลุกขึ้นมาทันที ไม่อยากจะคิดเลย ว่าผมที่นิ่มต่อมาราคาถูกนั้น ไปได้มาจากไหนยังไง..
หลังจากเอาผมออก ผมกับนิ่มก็ไปวัดทำบุญกัน พร้อมกับติดเอาเส้นผมนั้นมา 2-3 เส้นไปลอยน้ำแถววัด หลังจากนั้นก็ไม่เจอเหตุการณ์อะไรแปลกๆ อีกเลย.. อ่อ ลืมบอกไป เมื่อตอนที่ผมได้คุยกับนิ่ม นิ่มให้ผมดูที่ต้นคอ ต้นคอนิ่มยังเป็นแผลเป็นอยู่เลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ศาลข้างทาง


      เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณตังเมค่ะ คุณตังเมเล่าว่า.. เราอาศัยอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษค่ะ เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน เรากับเพื่อนคนหนึ่งในหมู่บ้าน จะชอบชวนกันไปขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวแถวหมู่บ้าน หรือไปหมู่บ้านอื่นช่วงเวลาหลังเลิกเรียน บางครั้งยังแอบพ่อแม่ขี่ออกไปเที่ยวตอนดึกๆ ก็มี เพราะช่วงนั้นวัยกำลังเกเรค่ะ.. มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนเราคนนี้มันก็โทรมานัดว่าจะออกไปหาพี่สาวที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล พี่สาวมันเพิ่งคลอดลูก เลยจะไปดู ไปผูกแขนรับขวัญหลาน (ประเพณีคนบ้านนอก) ประมาณเกือบ 2 ทุ่มพวกเราก็เดินทางออกจากหมู่บ้านกัน โดยเราเป็นคนขี่ เพื่อนเป็นคนซ้อน
หมู่บ้านของพี่สาวเพื่อนเราจะห่างไปประมาณ 5 กิโลเมตร เราไปแบบไม่รีบ ค่อยๆ ขี่ จะบอกว่าเส้นทางสมัยนั้นเปลี่ยวมาก เป็นป่าสลับทุ่งนา นานๆ จะเจอหมู่บ้านที ก็ขี่ไปคุยไปหัวเราะกันไปเรื่อย ตอนนั้นไม่ได้กลัวอะไรเลย จนสักพัก เรากวาดสายตามองไปตามไฟหน้ารถ ไปเห็นเหมือนชายแก่กำลังเดินจากข้างทางมาบนถนน เห็นแต่ไกลเลย เพราะช่วงนั้นมันเป็นทุ่งนา เราขี่ไปใกล้จนจะถึงชายคนแก่คนนั้น สิ่งที่เห็นคือชายแก่คนนั้นล้มตัวลงกับพื้น แล้วคลานบนถนน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกับว่าตัวเองขี่รถช้ามาก ไปไม่ถึงตัวชายคนแก่คนนั้นสักที แล้วเราก็ต้องตกใจสุดขีดเพราะเราเริ่มเห็นว่าร่างของชายแก่คนนั้นมีแค่ครึ่งตัวบน!! และช่วงที่จะขี่ผ่านตัวชายคนแก่นั้น แบบว่าใกล้มากๆ เหมือนเขาพยายามจะเอื้อมมือมาจับขาเรา พร้อมกับพูดว่า ‘ไปด้วย..’ เสียงนั้นมันช่างหลอนมาก เรากับเพื่อนนี่กรี๊ดลั่นเลย
ช่วงที่ขี่ผ่านชายแก่ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งแล่นผ่านตัวชายแก่คนนั้นไปดื้อๆ แล้วพอเราขี่พ้นไป หันหลังกลับไปดู กลับไม่เห็นชายแก่คนนั้นแล้ว เราก็งง ว่าตกลงที่เราเห็นเมื้อกี้คืออะไร? เราพูดกับเพื่อนว่า ‘มึงๆ เมื่อกี้คนหรือเปล่า เขาโดนรถชนเปล่าวะ เราต้องไปช่วยเขาไหม?’ เพื่อนมันรีบสวนกลับมาว่า ‘โอ้ยยยย เชี่ยมึง! เห็นขนาดนั้นมึงยังคิดว่าคนอีกเหรอ? ถ้ามึงเลี้ยวกลับ กูจะเขวี้ยงโทรศัพท์มึงทิ้งเดี๋ยวนี้เลย!’ จากนั้นเราก็รีบขี่ไปจนถึงบ้านพี่สาวของเพื่อน ไปถึงพวกเราต่างพากันวิ่งเข้าบ้านร้องไห้ตัวสั่น จนพี่สาวกับแม่เพื่อนถามว่า ‘เป็นอะไร ไปทำอะไรมา?’ เราบอกว่าโดนผีหลอก เขานิ่งไปสักพัก ก่อนจะถามเราว่า ‘พวกเธอขี่รถมา ได้บีบแตรบอกศาลไหม?’ เราก็คิดในใจว่าศาลอยู่ตรงไหนวะ ทำไมเราไม่เห็น? เขาบอกว่า ‘เจอกันมาหลายคนแล้ว..’ เราก็ไม่ฟังอะไร นั่งร้องไห้อย่างเดียว ไม่กล้ากลับบ้าน เลยโทรให้พี่ชายมารับ..
สักพักพี่ชายเราก็มาถึง เราก็เล่าให้พี่ชายฟังอีก แล้วก็ลาพี่สาวเพื่อนกับแม่เขาเสร็จสรรพ ถึงตอนกลับ พี่ชายเราบอกว่าให้นั่งกันเต็มๆ เบาะนะ อย่าเหลือที่ว่าง เดี๋ยวจะมีอะไรมาซ้อนได้ ส่วนพี่ชายเราเขามากับเพื่อน ให้เพื่อนซ้อนท้ายมาด้วย ขากลับเราขี่ตามพี่ชาย เห็นพี่ชายบีบแตรตรงที่ที่เราเห็นชายคนแก่นั้น เราก็ลองสังเกตดูข้างทางรอบๆ เลยไประยะหนึ่ง มีศาลไม้ใหญ่เบ้อเร่อจ้าาา!! แต่มีต้นไม้รกบังหน้าศาลอยู่พอสมควร เราก็เลยบีบแตรตาม พอกลับถึงบ้าน แม่กับพี่ชายรุมบ่นเรายกใหญ่ สำนึกผิดแทบไม่ทัน เหตุการณ์นี้ทำเอาเราเข็ดไปอีกนาน เวลาเดินทางดึกๆ จะไม่กล้าคุยกันจนลืมสังเกตศาลข้างทางอีกเลยล่ะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ผีห้องเช่า

ผีห้องเช่า

           เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณปีใหม่ค่ะ คุณปีใหม่เล่าว่า.. เมื่อก่อนครอบครัวเราย้ายบ้านบ่อยมากๆ ค่ะ แทบจะทุกๆ 2 ปี เพราะว่าฐานะไม่ค่อยดี เลยต้องเช่าเขาอยู่ หมดสัญญาก็ย้าย ส่วนใหญ่จะเช่าแฟลต วนๆ ย้ายห้องอยู่แค่ในแฟลตนั้น แต่เหตุการณ์ที่เจอ คือเราย้ายไปเช่าอีกแฟลตหนึ่งข้างๆ กัน เพราะช่วงนั้นแฟลตเดิมหมดสัญญา และหาห้องว่างไม่ได้ อีกแฟลตที่ว่าจะมี 5 ชั้น มีบันไดทางขึ้น 2 ฝั่ง เราอยู่ชั้น 5 ห้องกลางๆ หน่อย ในห้องจะมีชั้นลอย และมีส่วนด้านหลังเอาไว้ทำอาหารหรือซักล้าง เราอยู่กับ พ่อ ย่า และน้องชาย 2 คน (ลูกของอา) โดยทั้งหมดจะนอนรวมกันที่ห้องโถงเลย ส่วนชั้นลอยจะเอาไว้เก็บของ คืนแรกๆ ที่มาอยู่ก็ไม่เจออะไรนะคะ แต่พอผ่านไปได้อาทิตย์ 2 อาทิตย์ก็เจอเลยค่ะ
วันนั้นเราทะเลาะกับพ่อ ก็เลยงอนพ่อแล้วแยกไปนอนห่างๆ พ่อจะนอนหันปลายเท้าไปทางทีวี ส่วนเราจะนอนหันข้างให้ทีวีค่ะ กลางดึกคืนนั้น เราก็นอนฟังเพลงไป แล้วเกิดอยากเห็นว่าพ่อทำอะไรอยู่ แต่ด้วยความที่งอนอยู่ กลัวเสียฟอร์ม เลยเอาหูฟังส่อง (หูฟังเราจะเป็นแบบเงาๆ มองสะท้อนได้) เราก็เห็นว่าพ่อนอนหลับอยู่ ก็เลยไม่ได้สนใจอะไร แล้วทีนี้พอจะเอาหูฟังลง มันก็สะท้อนไปทางตู้เสื้อผ้าข้างทีวี เราสังเกตเห็นเป็นคนยืนอยู่ โดยมีผ้าสีแดงคลุมไว้ตั้งแต่หัวเหลือแค่ช่วงเท้า คือตอนนั้นตกใจมากบวกกับงงๆ ว่าเราเห็นอะไรอยู่? เราพยายามหันไปมองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็นมี แต่พอมองสะท้อนหูฟังมันเห็น เรามองสลับกันอยู่หลายครั้งก็ยังเหมือนเดิม คือตอนนั้นรู้สึกงงมากกว่าที่จะกลัวค่ะ เราได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ แล้วนอนหลับไป
จนคืนถัดมา เราตัดสินใจลองทำแบบเดิมอีก เพราะคิดว่าอาจจะตาฝาด แต่ทำอีกก็ยังเห็นอีกค่ะ! คือเขายืนอยู่ที่เดิมเลย คลุมด้วยผ้าสีแดงเหมือนเดิม เราก็งงอีก คือมันแบบสงสัยน่ะค่ะ คราวนี้เราถือหูฟังจ้องไว้อย่างนั้นเลย ปรากฏว่า.. ผ้าสีแดงที่คลุมตัวเขา มันค่อยๆ เลื่อนลง อารมณ์เหมือนในหนังผีมาก มันเลื่อนลงจนเห็นบริเวณแถวๆ หน้าผาก พอเดาได้ว่าเป็นผู้ชาย ก่อนผ้าจะหลุดพรึ่บลงมากองที่พื้น เผยให้เห็นร่างโชกเลือดยืนจ้องเราอยู่ เหมือนเขารู้ว่าเราเห็นเขา! เรารีบเขวี้ยงหูฟังทิ้ง แล้วคลุมโปงทันทีเลย ตอนนั้นเลิกงงเลยค่ะ เปลี่ยนเป็นกลัวแบบสุดขีดแทน
หลังจากคืนนั้น เรามักจะฝันเรื่องเดิมๆ ติดต่อกัน ในฝันมีเงาดำๆ รูปร่างเป็นผู้ชายมายืนอยู่ส่วนหลังบ้าน เห็นเป็นแค่เงา หน้าตาไม่เห็น เป็นแบบนี้หลายคืนติดๆ กันเลย.. แล้วก็จะเริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับเราบ่อยมากค่ะ เช่นบางทีเรานอนดูทีวีอยู่คนเดียว เราเห็นย่าเราเดินเข้ามาในบ้าน และเดินดุ่มๆ ไปหลังบ้าน แล้วหายไปนานมาก เราก็เลยเดินไปดูว่าย่าทำอะไร ทำไมนานจัง? แต่ปรากฏว่าหลังบ้านไม่มีใครเลยค่ะ ตอนนั้นคือเรากลัวมาก ไม่เคยโดนหลอกติดต่อกันขนาดนี้.. จนมาถึงช่วงที่เราแบบว่าจะไม่ทนอีกแล้ว คือเรานั่งเล่นคอมอยู่คนเดียว คอมจะอยู่ใกล้ๆ กับส่วนหลังบ้านเลย แล้วลำโพงคอมมันพัง เราเลยกำลังจะใส่หูฟัง ใส่ไปข้างนึงแล้ว กำลังจะใส่อีกข้าง ก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเรามาจากหลังบ้านว่า ‘ใหม่..ใหม่..’ แบบนี้ 2 รอบเลย เราก็ตกใจเพราะหลังบ้านปิดไฟมืดแล้ว และเราอยู่คนเดียว ใครจะมาเรียกเราได้ ตอนนั้นเรานี่ขนลุก กลัวจนร้องไห้เลยค่ะ รีบโทรให้พ่อขึ้นบ้านเร็วๆ หลังจากนั้นเราก็ไม่กล้าที่จะอยู่บ้านคนเดียวอีกเลย จะอยู่ข้างล่างแฟลตรอทุกคนขึ้นบ้านพร้อมกัน หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวเราก็ย้ายออกจากที่นั่นค่ะ
พอย้ายออก เราก็ไม่กลับไปเหยียบแฟลตนั้นอีกเลย จนมีน้องที่รู้จักคนหนึ่งอยู่แฟลตนั้น เราเลยถามน้องเรื่องนี้ไป น้องก็ไปถามแม่มาให้อีกที สรุปว่าที่แฟลตนั้นเคยมีคนตายค่ะ ถูกฆ่าปาดคอเลือดทะลักเต็มห้องไปหมด ตอนมาเก็บศพห่อผ้าขาวก็เอาไม่อยู่ ผ้าทั้งผืนกลายเป็นสีเลือดแดงฉานไปหมด แต่เขาไม่ได้ตายห้องที่เราอยู่นะคะ เป็นอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะมาห้องเรา หรือเพราะเขารับรู้ได้ว่าเราสัมผัสถึงเขาได้ อันนี้เราก็ไม่รู้ค่ะ..

วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หาจนเจอ

หากันจนเจอ


      ชาย และ อิม เพิ่งคบกัน ทั้งคู่กำลังจะเข้าปี 1 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต ชายตัดสินใจออกจากบ้านมาเช่าหอพักติดกับมหาวิทยาลัย ทั้งที่บ้านชายก็ไม่ได้อยู่ไกลมากนัก เพื่อจะได้อยู่กับอิมที่ย้ายมาจากเชียงใหม่
ชายเป็นคนที่หวงอิมมาก แต่อิมก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีเช่นกัน และถึงแม้จะเรียนคนละคณะกัน แต่ทุกวันหลังเลิกเรียน ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่หอพัก.. ทุกๆ คืนอิมจะบอกรักชาย และพูดกับชายเสมอว่า อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันนะ..
เช้าวันหนึ่งกลางเทอม 2 ช่วงนี้ฝนตกบ่อยๆ ทำให้อิมไม่สบาย ชายออกไปซื้อยาให้อิมแต่ชายก็ไม่กลับมาอีกเลย เสียงโทรศัพท์อิมดังขึ้น เป็นเบอร์ชายโทรเข้า แต่เสียงนั้นกลับเป็นคนอื่น และบอกกับอิมว่า น้องผู้ชายคนนี้ถูกรถชนตายแล้ว.. ทุกอย่างกระทันหันมาก อิมได้แต่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน.. หลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้น อิมก็ได้ย้ายห้องไปอยู่ห้องอื่น
1 เดือนผ่านไป อิมเริ่มรู้สึกว่าทุกครั้งที่กลับมาอยู่คนเดียวในห้อง จะรู้สึกเหมือนมีคนเรียกชื่อ คล้ายหูแว่วตลอดเวลา จนคืนหนึ่ง อิมเปิดทีวี และเผลอหลับไป พอรู้สึกตัวกลางดึกเพราะทีวีซ่าเนื่องจากหมดผังรายการ อิมจึงลุกขึ้นมาหยิบรีโมทกดปิดทีวี จอทีวีสีดำเงาสะท้อนให้เห็นห้อง และตัวเอง และเมื่ออิมเพ่งดีๆ อิมเห็นเงาของชายที่กำลังร้องไห้ซบอยู่ที่ไหล่..
พร้อมกับเสียงพูดข้างหูเบาๆ ปนสะอื้นว่า “กว่าจะหาเจอ.. อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันนะ..”



เรื่องสยองขวัญ ห้องกรรมการนักเรียน

       ห้องกรรมการนักเรียน

         เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นสมัยผมเรียนอยู่ ปวช. ปี 2 ครับ ตอนนั้นผมเป็นคณะกรรมการนักเรียนครับ ครั้งหนึ่ง อาจารย์ได้คัดเลือกกรรมการนักเรียน 6 คน เพื่อที่จะลงไปดูพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดนิทรรศการ และการแข่งขันทางทักษะ ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ในกลุ่ม 6 คนที่ถูกเลือกเป็นชายล้วน คือรุ่นพี่ปี 3 4 คน ปี 4 1 คน และปี 2 1 คน คือผมเอง แต่ก็มีรุ่นพี่ผู้หญิงอีกคนอาสาไปเป็นคนที่ 7 ครับ พี่แกอ้างว่าไม่ไว้ใจผู้ชาย กลัวเงินที่ออกให้จะหมดก่อน พี่แกชื่อหยก อยู่ปี 3 คนนี้แหละคือเจ้าของเรื่องที่จะเกิดขึ้นครับ
พวกเราออกเดินทางไปจนถึงวิทยาลัยแห่งนั้นก็เย็นแล้ว ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนเป็นอาจารย์ พาไปยังห้องพักที่ทางวิทยาลัยจัดไว้เป็น 2 ห้อง ชาย 1 หญิง 1 เท่ากับว่าพี่หยกต้องนอนคนเดียว แต่พี่หยกแกกลัว เลยจะขอมานอนด้วย แต่ฝั่งผู้ชายบอกว่า ให้ผมเป็นคนไปนอนเป็นเพื่อนแทน เพราะพวกพี่เขาจะกินเหล้ากัน ซึ่งผมไม่กิน สุดท้ายผมก็ยอมไปแต่โดยดี ลักษณะห้องจะเหมือนกันหมด คือสำหรับ 6 คนนอน ห้องน้ำอยู่ด้านหลัง ผมเลือกเตียงมุมห้อง พี่หยกแกนอนกลางห้อง.. พอเข้าห้องผมก็อาบน้ำก่อน แล้วกลับเข้ามานอนบนเตียงหยิบหนังสือมาอ่าน ส่วนพี่หยกแกก็เล่นคอมของแกไป.. ผ่านไปสักพัก อยู่ดีๆ พี่หยกก็ทักขึ้นมาว่า ‘นี่เรย์ ในเว็บบอร์ดแม่งมีคนบอกว่า หลัง 5 ทุ่ม เวลาอาบน้ำห้ามสระผม ไม่งั้นจะเจอผี..’ ผมได้ยินก็ขำครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อนะเรื่องผีสาง เพราะผมเองก็ถือว่าเคยเจอมาไม่น้อย แต่เรื่องบางเรื่องมันก็เกินไป เลยบอกไปว่า ‘พี่ มันจะใช่ที่ไหน ความเชื่อของคนขี้เกียจมากกว่า.. แล้วนี่ 5 ทุ่มกว่าแล้ว อย่าบอกนะว่าพี่กลัวอะ?’ พี่หยกก็ตอบกลับมาว่า ‘ก็ใช่น่ะสิ ฉันกลัว!’ ผมเลยเสนอวิธีว่า ‘เอางี้นะพี่ ตอนสระผม พี่ก็หลับตาหรือหันหลังให้กระจกแล้วกัน..’
แล้วพี่หยกก็เข้าไปอาบน้ำสระผมครับ ผ่านไปได้ไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงพี่หยกร้อง ‘กรี๊ดดด!’ ผมรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ โดยที่พี่แกยังคงร้องตลอดไม่หยุด ผมเคาะประตูเรียกพี่หยก พี่แกเปิดออกมาแล้วกระโจนมากอดผม อาการแบบคนตกใจ และยังหลับตาตลอด ผมบอก ‘พี่ล้างยาสระผมออกก่อนไหม?’ พี่แกบอกให้ผมล้างให้หน่อย.. แล้วขณะที่ล้างผมให้พี่หยก ผมเหลือบมองไปที่กระจก เห็นมีเงาสะท้อนผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ด้วย.. พอล้างผมเสร็จ ผมก็พยุงพี่หยกกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับรุ่นพี่คนอื่นๆ ก็มาถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ผมเลยบอกว่ารอพรุ่งนี้เช้าค่อยให้พี่หยกเล่าให้ฟังดีกว่า..
แล้วผมก็พาพี่หยกไปนอนที่เตียง ผมก็นั่งอยู่เตียงข้างๆ นั่นแหละ แล้วสักพักแกก็เล่าขึ้นมาเองว่า ‘ตอนฉันสระผมอยู่ก็กลัวไง เลยทำตามที่แกบอก ว่าให้หลับตา และหันหลังให้กระจก แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บที่หัว เหมือนมีเล็บมาจิกหัวอะไรอย่างนั้น ทีแรกก็คิดว่าเป็นเล็บตัวเอง แต่เหมือนมันไม่ใช่มีแค่ 2 มือของฉัน แต่มีถึง 4 มือ! แล้วจากนั้นฉันก็โดนกระตุกผม พอพยายามจะปัดมือนั้นออก มันก็กระชากไปซ้ายทีขวาที จนมีครั้งหนึ่งเหมือนเท้าจะลอยจากพื้นได้เลย แรงมากๆ จนแกมาเคาะประตู จังหวะนั้นก็เผลอลืมตาจากจะหยิบผ้า ฉันก็แทบช็อค เพราะลืมตามาเห็นผู้หญิงสะแหยะยิ้มอยู่ต่อหน้า!’ ..ขณะที่แกเล่า ผมก็รู้สึกเหมือนมีลมพัดวูบเข้ามา ผมมองไปตามทิศทางลม ก็เห็นว่าประตูห้องน้ำยังเปิดอยู่ เพราะผมลืมปิด ขณะที่ผมลุกขึ้นจะไปปิด ผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตู แล้วประตูก็ค่อยๆ ปิดลงเอง และภาพสุดท้ายที่ผมเห็น เหมือนผู้หญิงคนนั้นจะเอามือตัวเองขึ้นมาดม โดยที่ในมือเห็นเป็นกระจุกผม.. พอประตูปิดลงผมก็ไปล็อกกุญแจ และมานั่งเฝ้าพี่หยก จนเผลอหลับไป
วันต่อมาก็ต้องออกจากห้องเพื่อไปดูพื้นที่กัน ลงมาก็ได้เจอกับอาจารย์ของวิทยาลัยนั้นครับ อาจารย์เขาเห็นพวกเราดูแกตกใจมาก ถามว่า ‘เมื่อคืนพวกเธอนอนกันที่ไหนกัน?’ พี่ปี 4 ในกลุ่มคนหนึ่งแกก็ตอบไปว่า ‘นอนห้องบนตึกนี้แหละครับ..’ พออาจารย์ได้ยินคำตอบแกยิ่งตกใจหนักกว่าเดิม บอกว่า ‘ไปนอนได้ยังไง? โซนนี้ไม่ได้จัดห้องนะ และเขาห้ามมาโซนนี้กัน..’ ผมเลยบอกไปว่า ‘ก็เมื่อคืนมีคนพาเรามานอนที่นี่ครับ ห้องก็สะอาดดีนี่ครับ..’ อาจารย์เลยบอกว่า ‘งั้นไปดูกัน พวกผมก็พากันกลับขึ้นไปยังห้องที่พวกผมพัก อาจารย์แกเห็นแกเลยถาม ‘นอนกันไปได้ไง?’ แล้วพอพวกผมเดินเข้าไปดูเท่านั้นล่ะ แทบจะเป็นลมเลยครับ คือมันไม่ใช่ห้องเลยด้วยซ้ำ เตียงก็หัก ฝุ่น หยากไย่เต็มห้องไปหมด มันคือห้องร้างเลยล่ะครับ สรุปคือพวกผมถูกผีหลอกกันทั้งหมด..

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ ผีทวงของ

        ผีทวงของ

       เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณพริกเกลือค่ะ คุณพริกเกลือเล่าว่า.. เป็นเรื่องสมัยเราเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราโดยตรงนะคะ แต่เกิดกับเพื่อนสนิทเราเอง เรากับเพื่อนสนิทคนหนึ่งได้ย้ายเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยลัยเดียวกัน คณะเดียวกันแต่คนละสาขา ด้วยความที่สนิทกันมานาน ก็เลยเช่าหอพักอยู่ที่เดียวกัน เป็นหอหญิง แต่อยู่คนละห้องนะคะ เพื่อความเป็นส่วนตัว.. หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนร่วมสาขาของเพื่อนสนิทเรา มาเช่าหอพักเดียวกัน อยู่ห้องใกล้ๆ กัน.. เพื่อความไม่งง เราขอตั้งชื่อให้เพื่อนเราแล้วกัน เพื่อนเราที่สนิทกับเรามานาน ชื่อเอ (นามสมมติ) ส่วนเพื่อนร่วมสาขาของเอที่มาเจอทีหลัง พักอยู่อีกห้องใกล้ๆ กัน ชื่อบี (นามสมมติ)
เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่เราเริ่มเรียนไปได้ 4-5 เดือน ด้วยความที่เรา 3 คน สนิทกันมากขึ้น เพราะอยู่หอเดียวกัน เดินเข้าออกห้องของกันและกันทั้ง 3 ห้องได้ ไม่มีใครระวังใคร โดยที่ห้องของเอ จะเป็นห้องประจำที่พวกเรามักจะไปรวมตัวกันเสมอ ก่อนแยกย้ายไปนอน.. แต่แล้ว ความผิดปกติก็เริ่มเกิดขึ้นค่ะ เมื่อของของเอเริ่มหายไป ครั้งแรกๆ ก็เป็นเงินไม่กี่สิบบาท พวกเราก็คิดกันว่า เอคงจะซุ่มซ่าม เผลอทำเงินหล่นระหว่างทางบ้าง หรือเก็บไว้ที่ไหนแล้วลืมบ้าง คือไม่เคยระแวงกันเองเลยในพวกเรา 3 คน.. จนกระทั่งวันหนึ่ง ของชิ้นสำคัญของเอก็หายไป เป็นสร้อยที่พ่อเอให้มาก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าขายก็อาจจะได้ราคาพอสมควร แต่มันเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจเอมากกว่า.. เรากับเอเริ่มไม่สบายใจ และสงสัยว่าหอเราคงจะมีขโมยแน่ๆ เราจึงเช็คของในห้องเราบ้าง ก็ไม่มีอะไรหาย ที่ห้องของบีก็ไม่มีหาย มีแต่เพียงห้องของเอที่ของหายไป.. เราคุยกันเรื่องของที่หายจนดึก ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน..
แล้วเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อผ่านไปเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลังจากแยกกัน บีก็วิ่งกรีดร้องออกมาจากห้อง พร้อมกับทุบเรียกที่ห้องของเอเสียงดังลั่นหอ พอเอเปิดประตูออกมา บีก็ยัดสร้อยที่หายไปคืนใส่มือมาให้ พร้อมกับบอกว่า ‘กูไม่เอาแล้ว มึงเอาคืนไปเลย กูไม่เอาแล้ว!’ บีพูดซ้ำไปซ้ำมาพร้อมน้ำตา แถมยังมีอาการตัวสั่นราวกับกลัวบางสิ่งบางอย่าง พวกเราจะช่วยพาบีกลับห้อง เพราะถึงจะด่าไปตอนนี้ ก็คงฟังอะไรไม่รู้เรื่อง แต่พอมาถึงหน้าห้องบี บีกลับมีท่าทีหวาดกลัว ไม่ยอมเข้าห้องตัวเอง จะขอไปนั่งที่ห้องเอก่อน แต่เอก็ไม่ไว้ใจ สุดท้ายก็เลยมาจบที่ห้องของเราแทน..
บีนั่งตัวสั่นกอดเข่าอยู่ปลายเตียงสักพัก พอเริ่มมีสติ บีก็เริ่มเล่าออกมาว่า บีเป็นคนหยิบของไปจากห้องเอเอง ตั้งแต่เศษเงินเล็กน้อย จนถึงสร้อยคอ ที่หยิบไปเพราะบีใช้เงินเยอะจนหมุนเงินไม่ทัน.. แล้วตั้งแต่หยิบสร้อยของเอไป บีก็เริ่มเจอกับเรื่องแปลกๆ ไม่ว่าจะของในห้องขยับย้ายที่เองบ้าง รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม แต่พอหันไปกลับไม่มีใครบ้าง ซึ่งบีก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไร.. จนกระทั่งคืนนี้ ที่เอรู้ตัวว่าสร้อยหายแล้ว พอแยกกันไปนอน บีกำลังจะหลับ แต่กลับรู้สึกเหมือนกับมีสายตากำลังจ้องมองอยู่ พอบีลืมตามองไปที่ปลายเตียงก็ไม่เห็นใคร จนสายตาเหลือบไปทางตู้เสื้อผ้า ก็แทบเสียสติ เพราะบีเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งชุดไทยสีชมพูบานเย็นนั่งห้อยขาอยู่เหนือตู้เสื้อผ้า สายตาเบิกโพลงจ้องมองบีด้วยความแค้น และเสียงอันเยือกเย็นก็ลอยขึ้นมาในอากาศเบาๆ แต่หนักแน่นว่า ‘เมื่อไหร่มึงจะเอาของไปคืนน้องกู!?’ บีก็ถามกลับไปว่า ‘ของอะไร?’ ผู้หญิงคนนั้นหายไปจากหลังตู้เสื้อผ้า ก่อนจะมาปรากฏตัวตรงหน้าบีอีกครั้ง พร้อมยื่นมือออกมาบีบคอของบีไว้.. บีบอกว่ายังจำความรู้สึกเย็นยะเยือกของมือที่มาผิวคอได้เป็นอย่างดี ‘ที่ผ่านมามึงหยิบเศษเงินเล็กน้อย กูไม่เคยคิดทวงคืน แต่มึงมาเอาของสำคัญของน้องกูไป กูไม่ยอม!’ แล้วจังหวะนั้นบีก็เห็นสร้อยที่คอผู้หญิงคนนั้น เป็นสร้อยแบบเดียวกันกับสร้อยของเอ.. พอผู้หญิงคนนั้นก็หายไป บีจึงรีบหยิบสร้อยที่ขโมยเอมา แล้วรีบวิ่งออกมาเคาะประตู เพื่อเอาสร้อยมาคืนเอในทันที
และหลังจากวันนั้น บีก็ย้ายออกจากหอไป พร้อมกับมีข่าวลือกระจายออกมาว่าเอเลี้ยงผี จนเพื่อนบางคนเริ่มหวาดกลัวเอ บางคนก็เริ่มไม่ชอบหน้า ทุกคนในสาขาเริ่มตีตัวออกห่างจากเอ แล้วจับกลุ่มนินทา จนข่าวลือเริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเอก็ทนไม่ไหว ต้องออกไปเรียนที่อื่น ด้วยสาเหตุที่มีปัญหากับเพื่อน และการเรียนที่ตกต่ำลงเนื่องจากความเครียด ถึงเราจะช่วยแก้ข่าว หรือทำหลายๆ อย่างก็แล้ว ก็ช่วยเปลี่ยนความคิดคนที่ปักใจเชื่อไปแล้วไม่ได้.. เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เราได้รู้ว่า บางครั้งโลกเราก็ไม่ยุติธรรม คนบางคนทำผิดแต่กลับมีที่ยืน ส่วนเจ้าทุกข์กับกลายเป็นคนผิด 

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เงาของใคร?

 
          เป็นเรื่องแปลกๆ ค่ะ แต่สำหรับเราแล้วถือว่าหลอนเลยทีเดียว.. บ้านของเรามีกิจการร้านอาหารอยู่ 2 ร้านค่ะ ร้านจะปิดประมาณตี 3 ของทุกวัน ปกติเราจะเอามอเตอร์ไซค์มาที่ร้านด้วย เวลาปิดร้านหนึ่งเสร็จ จะได้ขี่ไปยังอีกร้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมาก แล้วค่อยขับรถกลับบ้านกัน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นวันที่เราไม่ได้เอามอเตอร์ไซค์ไปด้วย ทำให้เวลาจะปิดร้าน เลยต้องเดินกันไปอีกร้าน คืนนั้นเราก็เดินกันไป 3 คน มีเรา แม่เรา และพี่วัน ลูกจ้างของแม่.. เผอิญว่าวันนั้นเราทะเลาะกับแม่นิดหน่อย ตอนเดินเราเลยแยกออกมาเดินห่างหน่อย โดยที่แม่กับพี่วันเดินนำกันไปก่อน แล้วเราเดินตามหลัง ซึ่งเว้นระยะห่างพอสมควรเลยล่ะค่ะ เราเลือกที่จะเดินทะลุห้างไป เพราะมันใกล้กว่า ซึ่งห้างที่ว่านี้ปิดตั้งแต่ 5 ทุ่มแล้ว ขณะที่เดินเข้าไปในห้าง แม่กับพี่วันก็เดินไปคุยไป ส่วนเราก็เลือกที่จะเดินตามหลัง แล้วเสียบหูเปิดเพลงฟัง
ระหว่างทางก็เดินกันไปปกติไม่มีอะไร แต่พอไปถึงตรงกลางห้าง จะเป็นช่วงที่มืดพอสมควรเพราะเค้าปิดไฟกันหมดแล้ว เราก็เดินไปเบื่อๆ ก็เริ่มหาอะไรเล่น เลยยื่นมือออกไปข้างๆ แล้วแกว่งมือ จินตนาการว่ากำลังจับมือเพื่อนอยู่ แกว่งไปสักพักก็เริ่มคิดว่า ‘ถ้ามีคนมาจับมือเราจริงๆ จะเป็นยังไง?’ แล้วสายตาเราก็มองไปที่เงาของเรา ปรากฏว่าเราเห็นเงาอีกเงาหนึ่งกำลังแกว่งมืออยู่ข้างๆ เรา! เรารีบหันไปข้างหลังทันที ก็ไม่มีใคร.. แต่พอหันกลับมา ก็ยังมีเงาแกว่งมืออยู่ข้างๆ เราอยู่.. ตอนนั้นขนลุกวาบเลยค่ะ รีบวิ่งไปแทรกตัวระหว่างแม่กับพี่วันทันที แม่เราก็ถามว่าเป็นอะไร? เราก็ส่ายหัวอย่างเดียว ไม่กล้าพูด
แล้วไม่ใช่แค่นั้น ระหว่างทางที่เดินกันไป เราเห็นเงา 4 เงาตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เดินกันมาแค่ 3 คน จนเดินมาถึงทางออกจากห้าง เราก็ได้ยินเสียงค่ะ ทั้งๆ ที่เราใส่หูฟังเพลงอยู่ เป็นเสียงผู้หญิงแทรกเข้ามาในหูว่า ‘แล้วมาใหม่นะ..’ แล้วพอเดินพ้นออกมาจากห้าง ก็เหลือแค่ 3 เงาเหมือนเดิม.. หลังจากนั้น เราก็ไม่กล้าเดินผ่านห้างนั้นตอนกลางคืนอีกเลยค่ะ

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ " ทางรักสีดำ"



         คุณเคยมีเพื่อนสนิทในกลุ่มที่มีสัมผัสพิเศษแรงๆ สามารถมองเห็นสิ่งลี้ลับได้ไหมครับ? ถ้ามี แล้วเขาบอกเขาเตือนอะไร ฟังเอาไว้บ้างก็ดีครับ.. เรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มผม สมัยที่เรียนอยู่ ปวช. ปี 1 เพื่อนผมคนนี้มีชื่อว่า นก ครับ เป็นคนบุคลิกห้าวๆ คล้ายผู้ชาย แต่รูปร่างหน้าตาน่ารัก คือถ้าแต่งหญิงหวานๆ จะสวยมากเลย นกจะเป็นคนทักนู่นทักนี่แปลกๆ อยู่บ่อยครั้ง มีครั้งหนึ่ง นั่งกินขนมกันอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนตอนเช้าก่อนเข้าเรียน มีเพื่อนผู้ชายอยู่คนละห้องกับพวกผม ใส่ชุด รด. มาเลย เดินมาคุยกับไอ้พันที่นั่งตรงข้ามผม ไอ้พันบอกว่าเป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ บ้านมัน เป็นคนชอบชุด รด. มาก บอกเท่ห์ดี ระหว่างที่เพื่อนคนนั้นคุยกับไอ้พัน อยู่ๆ นกก็พูดขึ้นมาว่า ‘ใส่แล้วหล่อดีนะ! แต่คงจะได้ใส่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ..’ พวกผมได้ยินก็หันไปมองหน้านกกันหมด นกไม่พูดอะไร แล้วลุกเดินไปเข้าห้องน้ำเหมือนไม่มีอะไร.. ในวันต่อมา อาจารย์ได้ประกาศหน้าเสาธงตอนเช้าว่ามีเด็กนักเรียนชื่อ-นามสกุลนี้ ไปฝึก รด. แล้วเกิดหัวใจวายเสียชีวิตเมื่อวานนี้ พวกผมพร้อมใจกันหันไปมองหน้านกกันหมดเลย นกได้แต่ก้มหน้าไม่พูดอะไร..
เรื่องราวต่อมาคือตอนไปเที่ยวหาดแม่รำพึงที่จังหวัดระยอง เอารถปิคอัพของพ่อไอ้พันไปกัน นกก็ขอมานั่งหลังกับผม เบียร์ และเอก นกใส่ชุดสบายๆ แต่งหน้าบางๆ เอกก็แซวนกว่า ‘ทอมอะไรวะแต่งหน้า’ ซึ่งนกก็บอกว่าแต่งพอให้ดูดีแค่นั้นล่ะ.. เราแวะปั๊มน้ำมันที่ชลบุรี ผมอยู่เฝ้ารถไม่ได้ลงไป ส่วนนกที่ลงไปซื้อของเดินกลับมาก่อนใคร พอดีมีเด็กวัยรุ่น 3 คนเดินมาแซว มีคนหนึ่งพูดลอยๆ ว่า ‘แต่งตัวเหมือนทอม แต่รูปร่างหน้าตาโคตรน่าเยเลยว่ะ!’ นกได้ยินเข้าก็เลยหันไปแล้วพูดว่า ‘ไอ้พวกนี้ เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาทัน จะตายโหงอยู่แล้วยังจะปากดีอีก!’ ผมก็หันไปมองเด็กพวกนั้น แล้วก็ต้องตกใจ เพราะผมไม่เห็นหัวพวกมันเลยสักคน พยายามขยี้ตาแล้วดูใหม่ ก็ไม่มีเหมือนเดิม! ..พอรถพวกผมออกมาจากปั๊มไปได้ 2 กิโล ปรากฏว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุรถชน มีคนตายด้วย ไอ้พันจอดรถดู เห็นตำรวจกำลังเคลียร์พื้นที่กันอยู่ ผมเดินไปดูถึงกับขาอ่อนเลยครับ เพราะเป็นพวกวัยรุ่นที่แซวนกเมื่อกี้นี่เอง ผมจำเสื้อผ้าหน้าตาได้ดี แล้วที่น่ากลัวคือตำรวจบอกว่า ‘พวกนี้ขี่มอเตอร์ไซค์มาชนท้ายรถสิบล้อที่จอดอยู่ข้างทางตายคาที่ทั้งหมดเลย..’ ผมได้แต่อโหสิกรรมให้ในใจ เดินกลับมาที่รถ นกก็เรียกชื่อทุกคนให้ขึ้นรถ ไอ้พันเลยแซวว่า ‘เรียกชื่อทีละคนเลย กลัวลืมชื่อเหรอวะ?’ รู้ไหมครับนกมันตอบว่ายังไง? ‘ต้องเรียกชื่อสิ เพราะไอ้คนตาย 3 คนมันยืนเลือดท่วมตัวอยู่ท้ายรถเรานี่ล่ะ!’ ผม เบียร์ และเอก ได้ยินแบบนั้นรีบกระโดดขึ้นหลังกระบะทันที แล้วก็ออกเดินทางไปจนถึงหาดแม่รำพึง โดยที่นกมันก็ไม่ได้ทักอะไรอีก.. และการไปเที่ยวครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้ความลับว่าไอ้พันมันแอบชอบนกอยู่ แต่ไม่กล้าบอก เพราะคิดว่านกเป็นทอม..
เรื่องราวผ่านไปจนเดือนสุดท้ายก่อนสอบกลางภาค พวกผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของนก คือนกไว้ผมยาว เริ่มแต่งหน้าทาปาก คาดคั้นถามมันก็ไม่ยอมบอก สิ่งเดียวที่มันบอกคือ เทอมหน้าอาจจะไม่ได้มาเรียนด้วย ซึ่งพวกผมก็ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นลางร้ายหรืออะไร เวลาผ่านไป สอบเสร็จปิดเทอม จนถึงวันก่อนเปิดเรียน 1 วัน ผม นัท เอก และพัน นัดกันไปเตะบอลตอนเย็นด้วยกัน จนถึงเวลา 1 ทุ่ม ก็ไปนั่งพักอยู่นอกสนาม ไอ้พันก็พูดขึ้นมาว่า ‘คิดถึงนกว่ะ! ยิ่งมันกลับมาแต่งเป็นหญิงแล้วยิ่งน่ารัก เดี๋ยวเปิดเทอมหน้ากูจะไปสารภาพว่ากูชอบมัน!’ แล้วเหมือนบังเอิญ ที่อยู่ๆ นกก็เดินมาที่กลุ่มผม แล้วก็มานั่งตรงกลางระหว่างผมกับไอ้พัน มันเห็นเอกที่นั่งตรงข้ามผมถือกีต้าร์โปร่งอยู่ นกเลยบอกให้เอกเล่นกีต้าร์เพลงโปรดให้ฟังหน่อย แล้วหันหน้ามากุมมือผม บอกให้ผมเป็นคนร้อง ผมก็มองหน้าไอ้พัน กลัวมันจะเคือง แต่ไอ้พันพยักหน้าให้ เอกก็เริ่มเล่นกีต้าร์ ส่วนผมก็ร้องเพลง มีใจความว่า
~ให้ฉันนั้นเป็นความหลัง จากความชิงชังของเธอ ที่เคยซึ้งใจก็ให้หลั่งไหลไปกับน้ำตา ปล่อยฉันให้เดินจากไป จากไปบนทางสีดำ ปวดใจนั้น ฉันทนได้เพื่อเธอ~
ตลอดเวลาที่ผมกำลังร้องเพลง นกเอาหัวซบไหล่ไอ้พันไว้ น้ำตาไหลอาบเต็มหน้า เอกก็ถามนกว่า ‘ร้องไห้ทำไมวะ อินขนาดนั้นเลยเหรอ?’ นกลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า ‘ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกันนะ ขอบคุณทุกอย่าง แล้วจะเก็บความทรงจำนี้ไว้..’ มันหันมาพูดกับผม ‘ร้องเพลงเพราะเหมือนเดิม แต่ต่อไปคงไม่ได้ฟังอีกแล้วล่ะ’ สิ่งที่ผมเห็นตอนสบตากับนก ทั้งที่คราบน้ำตายังไม่แห้ง ในดวงตานกมันไม่มีแวว ตามันดูด้านๆ แปลกๆ ซึ่งผมก็ได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่ผมคิดไว้จะไม่เป็นความจริง.. แล้ววันต่อมา ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรก นกไม่มาเรียน จนถึงตอนเคารพธงชาติเสร็จ อาจารย์ก็ประกาศว่ามีนักเรียนหญิงเสียชีวิตโดยการจมน้ำ พอบอกชื่อมา ปรากฏว่าเป็นชื่อของนกจริงๆ แต่นกเสียไปก่อนเปิดเรียนได้ 5 วันแล้ว!! ผมนี่ตัวชาเลย ส่วนไอ้พันยืนร้องไห้ปล่อยโฮแบบไม่อายใครเลย.. คืนวันต่อไปเป็นคืนที่ 7 พวกผมเลยพากันไปงานศพนก ได้คุยกับพี่ชายนกถึงได้รู้เรื่องราวทุกอย่าง คือก่อนปิดเทอม นกมันไปคบกับเด็กเทคนิคคนหนึ่ง และคงจะรักมากจนยอมมีอะไรด้วย นกถึงพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา แต่โชคร้ายที่นกเกิดท้องขึ้นมา พอไปบอกเด็กเทคนิคคนนั้นกลับไม่ยอมรับ แถมมีสาววิทยาลัยครูมาติดพัน ทั้งสวยกว่า มีรถเก๋งให้ขับ เลยตีตัวออกห่าง พี่ชายนกมันบอกว่านกเศร้ามาก มาปรึกษาพี่ พี่ก็บอกไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวคุยกับพ่อแม่ให้ ในวันที่เกิดเรื่องคือตอน 5 โมงเย็น นกชวนพี่ไปนั่งเล่นกีต้าร์ริมคลอง อ้อนให้เล่นและร้องเพลงเดียวกับที่บอกพวกผมนั่นล่ะ แล้วนกก็บอกพี่ให้เดินกลับไปเอาแพ็คลิ้งค์ที่บ้านให้หน่อย พี่ก็เดินไปเอามาให้ แต่พอกลับมาก็เห็นกระดาษเสียบไว้ที่สายกีต้าร์ เขียนว่า.. “ฝากขอโทษพ่อแม่แทนหนูด้วยนะ” พร้อมกับมองไปเห็นรอยเท้าเดินลงไปในคลอง พี่ทิ้งกระดาษรีบกระโดดลงไปเลย แต่หาไม่เจอ เลยวิ่งกลับไปตามพ่อแม่มา สุดท้ายคนที่งมร่างไร้ลมหายใจขึ้นมาได้ ก็คือพ่อของนกเอง ทุกคนได้แต่เสียใจที่นกไม่น่าคิดสั้นแบบนั้นเลย ขณะที่เล่ากันอยู่ ก็มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ลอยมาตามลม พวกผมมองหน้ากัน แล้วไอ้พันก็พูดทั้งน้ำตาว่า ‘พวกกูมางานมึงแล้ว..หลับให้สบายนะนก’ แล้วเสียงร้องไห้นั้นก็ค่อยๆ หายไป เรื่องก็มีเท่านี้ครับ..