วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สาวไร้หน้า

ผู้หญิงไร้หน้า


       เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหาญ ใจสิงห์ค่ะ คุณหาญเล่าว่า.. เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมตอนที่ผมต้องเดินทางกลับบ้านแฟนคนเดียว เมื่อสัก 8 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไป พศ.2552 ผมกับแฟนได้มีโอกาสลางานเพื่อกลับไปหาลูกที่ต่างจังหวัด แต่แม่ยายผมเกิดป่วยกะทันหัน พี่ชายผมเลยพาแฟนผมกลับไปก่อน โดยให้ผมขึ้นรถทัวร์ตามไปทีหลัง หลังจากแฟนผมไปได้ 2 วัน ก็ถึงวันที่ผมจะต้องกลับพอดี วันนั้นเลิกงานบ่าย 3 โมง อาบน้ำ แต่งตัว เตรียมกระเป๋าเสร็จ ไปขึ้นรถที่หมอชิตก็เกือบๆ ทุ่ม เดินไปซื้อตั๋วได้รถเที่ยวสุดท้ายเลย คือ 3 ทุ่ม ตอนขึ้นรถสังเกตได้ว่าคนน้อยมาก คงเพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาลด้วยล่ะมั้ง ก็ไม่คิดอะไร พอเด็กรถเอาขนมมาแจกก็ถาม ‘พี่ลงที่ไหนคะ?’ ผมก็บอกชื่อหมู่บ้านแฟนไป น้องรีบยื่นขนมให้แล้วเดินไปเลย ผมก็งง แต่ก็ยิ้มๆ ไปอย่างนั้น และด้วยความที่เหนื่อยจากการทำงาน ไม่นานผมก็หลับไปเลย
ตื่นนอนอีกทีก็ใกล้จะถึงหมู่บ้านแฟนผมแล้ว ด้วยความงัวเงียยังไม่ทันตื่นดี เลยรีบหยิบของเดินจะมาลงรถ คนขับถามว่า ‘จะลงตรงนี้เลยเหรอ?’ ผมพยักหน้าตอบ แล้วรถก็จอดให้ผมลง เวลาตอนนั้นตี 4 เกือบครึ่ง ผมลงรถมา อ้าว! นี่มันซุ้มประตูวัดนี่นา ทางเข้าบ้านแฟนต้องเลยไปอีกหน่อย.. ผมสะพายกระเป๋าแล้วเดินไปต่อ แต่ก็ต้องสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า แสงจันทร์ส่องให้เห็นว่าเป็นอานของรถจักรยาน ผมก้มมองดูและก็กำลังจะเดินไป ปรากฏว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีแดง กางเกงยีนส์ฟอกขาสามส่วน ผมยาวถึงกลางหลัง กำลังจูงรถจักรยานผ่านหน้าผมไป ผมก็ดีใจว่ามีเพื่อนแล้ว เลยถามไปว่า (ซาวด์แทร็คนะครับ) ‘ผู้สาวๆ สิไปไสครับ? เข้าในหมู่บ้านบ่ ผมไปนำแน’ น้องผู้หญิงตอบว่า ‘ไปอยู่จ้ะอ้าย’ แล้วก็เดินจูงจักรยานนำหน้าผมไป เดินเข้าไปในซอยบ้านแฟนผม ซึ่งต้องผ่านกำแพงวัดที่สูงท่วมหัว และมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้วย.. ผมก็สงสัยว่าน้องเขาจะจูงจักรยานทำไม ทำไมถึงไม่ขี่ เลยถามไปว่า ‘เป็นหยังคื่อบ่ขี่ล่ะนาง ซุกเอาเฮ็ดหยัง?’ น้องตอบว่า ‘โซ่มันหลุดจ้ะอ้าย! นางใส่บ่เป็น’ ผมเลยหัวเราะแล้วบอกว่า ‘มาๆ ให้อ้ายเบิ่งดู้ เดี๋ยวอ้ายใส่ให้เด้อครับ..’ พูดจบผมก็เดินไปแล้วนั่งลงตรงโซ่รถจักรยาน เอากระเป๋าวางไว้กับพื้น ค่อยๆ ใส่โซ่เข้าที่
ระหว่างที่ผมกำลังใส่โซ่จักรยาน อยู่ๆ ก็มีน้ำหยดลงมาใส่หลังมือของผม สีเข้มๆ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นน้ำมันของโซ่ ผมเลยถามน้องเขา ‘น้ำมันโซ่คือหยดคักแท่ครับ.. ว่าแต่นางคนบ้านนี่ติ อ้ายคือบ่เคยพ้อหน้าเลย?’ สิ้นคำถามของผม น้องก็ตอบกลับมาว่า ‘อ้ายกะลองเบิ่งหน้าน้องดูติล่ะ คุ้นอยู่บ่จ้ะ?’ พอผมเงยหน้าดูเท่านั้นล่ะ ก้นจ้ำเบ้าเลยครับ! ภาพที่เห็นคือ ใบหน้าที่ขาวเกลี้ยงเหมือนเปลือกไข่ ไม่มีตา ไม่มีปาก ไม่มีจมูก คิดว่าตาฝาดเลยเอามือขยี้ตา พอเอามือออก หน้าที่ว่างเปล่านั้น ก้มลงมาเกือบจะถึงหน้าผม ห่างแค่เพียงนิ้วเดียว! ที่สำคัญ น้ำที่มันหยดใส่มือผม มันคือเลือดสีแดงจากหัวน้องเขา ไหลมาที่คางแล้วหยดลงมา!
‘คุ้นอยู่บ่จ้ะอ้าย? ฮิๆๆ’
น้องทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ ก่อนจะขึ้นขี่จักยานไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ แล้วปั่นย้อนกลับไปที่ถนนใหญ่.. ผมตาค้างหันตามไปดู พอไปถึงกลางถนนมีรถกระบะคันหนึ่งพุ่งชนจักรยานน้องอย่างจัง กระเด็นไปต่อหน้าต่อตา ผมรวบรวมความกล้ารีบเดินไปจนถึงบ้านแฟน ป้าแฟน กับแฟนผมตื่นพอดี ถามผมว่า ‘ทำไมมาไวจัง นึกว่าจะมา 6 โมงเช้า’ ผมไม่ตอบล่ะครับ ยังช็อคอยู่ ป้าแฟนเห็นผมเงียบเลยถามต่อว่า ‘ไม่ใช่โดนผีหลอกอีกแล้วนะหลานเขยนี่?’ ผมเลยถามว่า ‘ผู้หญิงผมยาวไม่มีหน้า ใส่เสื้อสีแดง จูงรถจักรยานใช่ไหม? ถ้าใช่ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ..’ ป้าแกทำหน้าตกใจก่อนจะเล่าให้ฟังว่า ‘ก่อนผมกลับมาได้ 3 วัน มีผู้หญิงคนหนึ่งขี่จักรยานมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่หมู่บ้านเรานี่ล่ะ แล้วตอนกลับบ้าน สักราวๆ ตี 4 ครึ่ง ออกไปได้ครึ่งทางแล้ว ไม่รู้ว่าลืมของอะไร เลยย้อนกลับมาเอา แต่โชคร้ายเจอคนเมาขับรถกระบะชนตายคาที่ แถมรถยังลากเอาศพหน้าถูกับพื้นถนน จนตาจมูกปากหายหมดเลย ลากมาถึงซุ้มประตูวัด แล้วก็ขับหนีไป กว่าคนจะมาเจอศพก็เช้าแล้ว ที่สำคัญ ซากรถจักรยานเก็บไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่อานนั่งเท่านั้นที่ยังหาไม่เจอ.. ส่วนเสื้อที่ใส่น่ะเป็นสีขาวนะ ที่เห็นว่าเป็นสีแดง คงเป็นเลือดมันเลอะเต็มเสื้อนั่นไง.. เดี๋ยวนี้ทุ่มสองทุ่มก็ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านแล้ว เพราะเจอกันแทบทุกคน..’ ตอนนั้นในใจผมคิดขึ้นมาเลย อย่าบอกนะ ว่าที่เหยียบเข้าตอนลงจากรถทัวร์ก็คืออานรถจักรยานของน้องเขา เรื่องก็มีเท่านี้ครับ..

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เรื่องสยอนขวัญ

ลุงบนศาลา


     เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณไจแอ้นท์ค่ะ คุณไจแอ้นท์เล่าว่า.. ตอนนี้ผมอายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรีครับ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ตรงของผมเอง ซึ่งเป็นการเจอเรื่องลี้ลับแบบจังๆ ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตเลยครับ.. ย้อนกลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมน่าจะอายุราวๆ 8-9 ขวบได้ ถึงแม้ว่ายังเด็ก แต่ผมก็จำเหตุการณ์ และคำพูดสำคัญในตอนนั้นได้จนทุกวันนี้.. ครอบครัวของผมทำอาชีพค้าขายผักผลไม้ที่ตลาดสด อยู่ในตัวอำเภอเมืองชลบุรีครับ ขายตั้งแต่เช้าจนถึงประมาณหัวค่ำกว่าจะกลับ ด้วยความที่ผมยังเด็ก ทำให้ผมต้องติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปที่ตลาดสดทุกๆ วันด้วย
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังวิ่งเล่นกับเด็กๆ ลูกพ่อค้าแม่ค้ารุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ที่ตลาด อยู่ๆ ก็เห็นแม่กำลังเดินมาหาผม ในมือแม่ถือของพะรุงพะรังมาด้วย พอแม่เห็นผมแม่ก็บอกกับผมว่า ‘ไปลูก วันนี้แม่เก็บร้านเร็ว แม่จะไปธุระหน่อย..’ ผมก็ ‘อ้าว กลับแล้วเหรอแม่ กำลังเล่นสนุกๆ อยู่เลย แล้วแม่จะไปไหนล่ะ?’ แม่ก็บอก ‘เออน่า ไปได้แล้ว’ ทำให้ผมจำใจต้องรีบเดินตามแม่ไป ในใจก็หงุดหงิดตามประสาเด็กที่ยังอยากเล่นอยู่ พอเดินตามแม่ไปเรื่อยๆ ก็เห็นพ่อผมคร่อมรถมอเตอร์ไซค์รออยู่แล้ว ผมกับแม่จึงขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อ แล้วก็มุ่งหน้าไปธุระ ซึ่งในตอนนั้นผมเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ธุระคืออะไร? รู้แต่ว่ามันคือเรื่องของผู้ใหญ่ พอพ่อขี่รถมาได้สักพัก พ่อก็เลี้ยวเข้าไปในซอยซอยหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้านแน่นอน ผมเลยเอ่ยปากถามพ่อตามประสาเด็กว่า ‘พ่อๆ เราจะไปไหนกัน?’ ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ตอบผม ยังคงขี่รถต่อไป ผมเองก็ไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ.. พอมาถึงปรากฏว่าเป็นวัดนั่นเอง ผมมองไปข้างหน้าเห็นกลุ่มคนกำลังยืนคุยกันอยู่บริเวณศาลาอะไรสักอย่าง พ่อก็จอดรถอยู่ตรงกลุ่มคนนั้น แล้วแม่ก็เดินตรงเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้น ส่วนพ่อผมก็บอกผมว่า ‘เอ้าลูก ไปหาอะไรเล่นก่อนก็ได้ แต่อยู่แค่แถวๆ นี้นะ อย่าไปไหนไกลมาก เดี๋ยวพ่อกับแม่เสร็จธุระจะได้ไม่ต้องตามหา..’ ผมก็รับปากพ่อไป
แล้วสายตาของผมก็ไปเห็นกองทรายกองหนึ่ง เป็นทรายที่เขาใช้ก่อสร้างกำแพงวัด และกำลังมีเด็กๆ เล่นกองทรายกันอย่างสนุกสนาน ผมก็เลยเดินไปเล่นที่กองทราย.. เวลาผ่านไปสักพัก พ่อแม่ของเด็กๆ ที่เล่นทรายกันอยู่นั้นก็มาตามกลับบ้าน ไปทีละคนสองคน จนเหลือผมเล่นอยู่คนเดียว ผมเลยเดินไปหาอะไรอย่างอื่นเล่น เดินไปเรื่อยๆ ไปเจอศาลาหนึ่ง มันดูเงียบๆ ผมเดินก้าวเท้าขึ้นไปบนศาลานั้น ก็ไปเห็นลุงแปลกหน้าคนหนึ่ง ลุงแกนอนอยู่บนโต๊ะอะไรสักอย่าง กำลังหลับอย่างสบาย ด้วยความที่ผมก็ซนมาก ชอบแกล้งคนหลับให้ตื่น พอตื่นแล้วเขาก็จะด่า หรือวิ่งตาม ผมก็ชอบที่จะวิ่งหนี เมื่อเห็นลุงแกหลับอยู่ต่อหน้าต่อตา ผมจึงไม่รีรอที่จะเดินไปปลุกลุงแปลกหน้าคนนั้น ลุงแกเป็นคนค่อนข้างตัวเล็ก หน้าตอบๆ หน่อย สวมชุดสีขาวทั้งตัวเหมือนพวกถือศีล หรือนักปฎิบัติธรรม พอผมเดินมาใกล้ๆ มองไปที่หน้าลุงแบบประชิด ก็รู้ทันทีว่าแกกำลังหลับสนิท ผมจึงเริ่มเอามือเขย่าขาลุงให้ตื่น แรกๆ ก็เขย่าเบาๆ แต่ลุงแกไม่ยอมตื่น ก็เลยเริ่มเขย่าแรงขึ้นๆ แต่ก็ต้องแปลกใจที่เขย่าตั้งแรงแล้วลุงแกก็ไม่ตื่น ผมจึงเริ่มเบื่อ ที่การแกล้งคนให้ตื่นในครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วหันหลังกลับกำลังจะเดินลงจากศาลาไป
ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงดังแบบไม้ ‘เอี้ยดๆ’ ผมจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นลุงคนนั้นแกลุกขึ้นมา ท่าทางเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนประมาณนั้น พอผมเห็นแบบนั้น ผมจึงเดินกลับไปหาลุงคนนั้นทันที พอลุงเห็นผมลุงแกก็ยิ้มให้แต่ไม่ได้พูดอะไร ผมก็ยิงคำถามใส่ลุงทันทีว่า ‘ลุงมานอนอะไรตรงนี้?’ ลุงบอกกับผมว่า ‘ลุงอยู่ที่นี่ ลุงถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดนี้..’ แล้วลุงก็ถามผมกลับว่า ‘ว่าแต่ไอ้หนู เอ็งมาทำอะไรบนศาลานี้ล่ะ?’ ผมก็ตอบกลับไปว่า ‘มาหาเพื่อนเล่นครับ’ จากนั้น ผมกับลุงก็นั่งคุยกันไปอีกพักใหญ่ ซึ่งลุงแกก็ถามผมตามแบบที่ผู้ใหญ่เขาชอบถามเด็กๆ กัน เช่น พ่อกับแม่ทำอะไร? บ้านอยู่ที่ไหน? ประมาณนั้น ผมก็ตอบไปตรงๆ ทุกอย่างเช่นกัน.. พอคุยกันไปสักพัก ลุงแกก็ขยับตัว และลุกจากโต๊ะตัวที่แกนอนหลับอยู่เมื่อสักครู่นี้ และทำท่าจะเดินไปทางด้านหลังศาลา พอลุงแกเดินไป ผมก็มองตามลุงไป เพราะตอนนั้นผมเองก็อยากเดินไปกับลุง แต่ในใจก็คิดว่าอยากกลับแล้ว ป่านนี้พ่อแม่จะเสร็จธุระหรือยังก็ไม่รู้ เพราะศาลานี้ก็ไกลพอสมควร ผมจึงไม่กล้าเดินตามลุงไป และคิดว่าจะเดินกลับไปหาพ่อแม่
พอผมหันหลังเดินไปได้แค่ 3-4 ก้าว ผมก็ได้ยินเสียงลุง แกเรียกผม ‘ไอ้หนู เอ็งจะกลับแล้วหรือ?’ ผมได้ยินแบบนั้นก็หยุดเดิน แล้วมองกลับไปที่ลุงพร้อมกับตอบไปว่า ‘ครับลุง ผมจะกลับไปหาพ่อแม่แล้วครับ..’ ลุงแกก็ส่ายหัว และทำหน้าแบบเสียดายอะไรสักอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นว่า ‘แหม เสียดายจริงๆ เลย ลุงกำลังจะพาเอ็งไปเดินเล่นหลังศาลานี้สักหน่อย มีของให้เล่นเยอะแยะเลย..’ ซึ่งคำว่า ‘ของเล่นเยอะแยะ’ มันทำให้ผมต้องเดินกลับไปหาลุงทันที ลุงยังบอกอีกว่า ‘มาๆ แป๊ปเดียว ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลุงให้ของเล่นเอ็งเอากลับไปเล่นที่บ้านด้วย’ ผมได้ยินลุงพูดแบบนั้นก็ดีใจมาก ลืมพ่อแม่ไปทันที.. แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีลุงอีกคนหนึ่งเดินขึ้นมาทางบันไดหลังศาลา ทางที่ผมกำลังจะเดินไปพร้อมกับลุงคนแรก ลุงแปลกหน้าที่มาใหม่ ตัวสูงๆ ผอมๆ ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงขายาว อายุน่าจะพอๆ กันกับลุงที่กำลังจะพาผมไปเดินเล่น พอลุงแปลกหน้าคนที่สองนี้เดินขึ้นมา ก็ตรงปรี่เข้ามาหาลุงคนแรกทันที พร้อมสายตาที่จ้องมองมายังผมอย่างไม่ละสายตา ผมเองก็ตกใจ และกลัวการที่ลุงแกมองผมแบบนั้น แล้วลุงแปลกหน้าคนที่สองก็ยิงคำถามใส่ลุงคนแรกทันทีแบบเสียงดังว่า ‘จะพาเด็กไปไหน?’ ลุงคนแรกไม่ตอบ และทำทีท่าเหมือนกับว่าจะตกใจกับการมาของลุงคนที่สองนี้ ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาอย่างเดียว พอลุงคนแรกไม่ตอบ ลุงคนที่สองก็ถามซ้ำอีกครั้ง และเสียงดังกว่าเดิมว่า ‘ก็ถามว่าจะพาเด็กไปไหน?’ พอพูดจบ ลุงคนที่สองแกก็หันมาที่ผมทันที และพูดกับผมว่า ‘ไอ้หนู เอ็งไม่ต้องไปกับมัน พ่อแม่เอ็งอยู่ไหน กลับไปหาพ่อแม่ซะ หรือไม่ก็กลับบ้านไปซะ อย่าไปกับมันเด็ดขาด..’ ลุงคนที่สองพูดกับผมด้วยเสียงหนักแน่นเหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็ก ในใจผมก็กลัวลุงคนที่สองนี้ตั้งแต่แรกที่เดินมาแล้ว ยิ่งแกมาดุผมแบบนี้ ผมจึงคิดว่ากลับดีกว่า ผมพยักหน้าตอบรับไป และกำลังจะเดินกลับ
ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้า ผมก็เห็นลุงคนที่สองฉุดข้อมือลุงคนแรกขึ้นมา พร้อมกับถามคำถามเดิมเป็นครั้งที่ 3 ว่า ‘ถามว่าจะพาเด็กไปไหน?’ ลุงคนแรกก็ไม่ตอบเหมือนเดิม พยายามจะสะบัดมือออกจากลุงคนที่สอง แต่ก็สะบัดไม่หลุด ฉุดกระชากเหมือนจะต่อสู้กัน ตอนนั้นผมยังเด็ก ก็ตกใจกับภาพเหตุการณ์ที่มีผู้ใหญ่ 2 คน กำลังทะเลาะกัน ในใจก็คิดว่าพวกเขาทะเลาะกันเพราะผมเหรอ? จากนั้นลุงคนที่สองก็ถามคำถามใหม่ขึ้นมาว่า ‘แล้วเอ็งล่ะ จะเดินไปไหน? เอ็งไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เอ็งต้องอยู่ที่นี่ กลับไปนอนที่เดิมซะ!’ ลุงคนที่สองแกปล่อยข้อมือของลุงคนแรก และชี้นิ้วไปที่โต๊ะตัวที่ลุงคนแรกแกนอนหลับตอนที่ผมมาเจอตอนแรก ลุงคนแรกมองหน้าลุงคนที่สอง ส่ายหัวบ่นอะไรพึมพำๆ และเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วนอนลงไปบนโต๊ะตัวนั้น ลุงคนที่สองหันมาทางผม และบอกผมว่า ‘ไอ้หนู กลับบ้านไปได้แล้ว ไปๆ แล้วอย่ามายุ่งกับลุงคนนี้อีก’ พอพูดจบแกก็หันหลัง และเดินลงไปทางบันไดหลังศาลาที่แกเดินขึ้นมา ผมหันไปมองลุงคนแรก ก็เห็นแกนอนหลับเหมือนทีแรก
พอผมเดินกำลังจะถึงบันไดทางลง ก็ได้ยินเสียงแม่ผมตะโกนเรียกชื่อผม ผมจึงขานรับเหมือนทุกๆ ครั้ง ผมเห็นพ่อแม่ และผู้ใหญ่คนอื่นๆ อีกกว่า 10 คนเดินตรงเข้ามาหาผมกัน พอแม่เห็นผม แม่ก็เดินกึ่งวิ่งรีบมาหาผม พร้อมกับกอดผมทันที พ่อก็เดินตามหลังแม่มา จากนั้นแม่ก็พูดเชิงต่อว่าพ่อว่า
‘ดูลูกยังไง ทำไมปล่อยให้ลูกมาเล่นอะไรตรงนี้ ทำไมปล่อยให้ลูกมาเล่นกับศพ?’
ในตอนนั้นผมได้ยินคำว่า ศพ ผมก็เข้าใจนะว่าศพคือคนที่ตายแล้ว ผมจึงรีบตอบแม่ไปทันทีว่า ‘แม่ ลุงไม่ใช่ศพนะ เมื่อกี้นี้ลุงแกยังลุกขึ้นมาคุย มาเล่นกับผมอยู่เลย..’ จบคำพูดของเด็กใสๆ ที่พูดแบบซื่อๆ ของผม ทำเอาทั้งพ่อแม่ และผู้ใหญ่ทุกคนต่างเงียบ อึ้ง และมองหน้ากันไปมา แม่รีบพาผมเดินออกจากศาลา และพาผมกลับบ้านทันที แต่ระหว่างที่รถวิ่งออกจากวัด บังเอิญว่ามันต้องผ่านหน้าศาลาศาลาหนึ่ง ซึ่งสายตาผมก็ไปสบกับกรอบรูปหน้าศพที่ตั้งอยู่ในศาลา ซึ่งเป็นรูปของลุงคนที่สองที่ผมเจอเมื่อสักครู่นี้เอง..
ซึ่งพอผมโตขึ้นมา รู้เรื่องราวมากขึ้น พอลองย้อนคิดกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ก็เลยเข้าใจทุกอย่าง และรู้ทันทีว่าสิ่งที่ผมเจอนั้นคืออะไร? แต่ที่ผมยังสงสัย และอยากรู้มากๆ นั่นก็คือ ลุงแปลกหน้าคนที่ขึ้นมาช่วยไม่ให้ผมเดินไปกับลุงคนแรกเขาเป็นใครกัน และมาช่วยผมทำไม? แล้วถ้าวันนั้นเขาไม่ได้มาช่วยผม แล้วเกิดผมเดินตามลุงคนแรกไปจริงๆ ..ลุงแกจะพาผมไปไหน? เรื่องราวก็มีเพียงเท่านี้ครับ
ต่อผม

       เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ส่งมาจากคุณตุ๊ต๊ะค่ะ คุณตุ๊ต๊ะเล่าว่า.. พอดีเมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้ไปเจอกับเพื่อนสนิทสมัยมัธยมต้นคนหนึ่งมา เลยนั่งคุยกันเรื่องเก่าๆ จนไปนึกถึงเรื่องหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเราสองคนครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปิดเทอมเล็กสมัยเรียนชั้น ม.2 เพื่อนสนิทผมคนนี้เป็นผู้หญิงชื่อ นิ่ม ครับ ตามกฏระเบียบของโรงเรียน เด็กผู้หญิงจะต้องตัดผมสั้นเท่าติ่งหู พอถึงช่วงปิดเทอม ก็มักจะนิยมไปต่อผมยาวกัน ฮิตกันมากในหมู่เด็กหญิงผมทรงกะลาในโรงเรียนของผม วันหนึ่ง นิ่มชวนผมไปต่อผมที่ตลาดแห่งหนึ่งย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ นิ่มก็เดินหาร้านอยู่พักหนึ่ง จนไปเจอร้านที่ถูกใจ ด้วยความที่ร้านนี้ทำวิกผมจากผมจริง ไม่ใช่ใยสังเคราะห์เหมือนที่อื่นส่วนใหญ่ นิ่มเดินเลือกผมอยู่นาน จนในที่สุดก็เลือกผมชุดหนึ่งมาต่อ ซึ่งปกติผมจริงราคาจะสูง แต่ด้วยเพราะอะไรไม่รู้ ทางร้านกลับลดราคาให้นิ่มจนแสนถูก หลังจากที่ต่อผมเสร็จ พวกผมก็พากันกลับบ้าน
ผ่านไป 2 วัน พวกผมและเพื่อนอีก 3 คนได้นัดกันไปกินหมูกะทะ กินเสร็จก็เกือบค่ำ เพื่อนๆ คนอื่นก็ต่างคนต่างกลับ วันนั้นพ่อแม่ของนิ่มไม่อยู่ห้อง ผมจึงขอไปนอนกับมันด้วย ที่อยู่ของนิ่มจะเป็นห้องเช่าครับ มีเตียงใหญ่ๆ ปลายเตียงจะเป็นห้องน้ำ ฝั่งขวาเป็นระเบียง ถัดมาก็จะเป็นตู้เสื้อผ้า และที่เด่นที่สุดก็คือโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่หน้าห้องน้ำเลย.. คืนนั้นนิ่มก็ได้แต่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หวีผมไปมา ลูบบ้าง ดมบ้าง ไอ้ผมก็รำคาญ เลยเดินไปแกล้งดึงผมนิ่ม นิ่มมันด่าผมใหญ่เลยครับ บอก ‘มึงอย่ามายุ่งได้ปะ?’ ผมก็ ‘เออๆ ไม่ยุ่งก็ได้วะ..’ ผ่านไปสักพัก ขณะที่ผมนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง อยู่ๆ นิ่มมันก็หันมาด่าผม ‘มึงจะมายุ่งอะไรกับกูนักหนาวะ กูขี้เกียจหวีผมใหม่นะเว้ย!’ ..ผมก็งงสิครับ นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ดีๆ ก็โดนด่า ผมเลยบอกมันไปว่า ‘อะไร? กูยังไม่ได้ทำอะไรมึงเลยนะ ยังไม่ทันลุกจากเตียงเลย’ นิ่มมันก็ชักสีหน้าไม่พอใจผม แล้วหันกลับไปหวีผมต่อ ..ผ่านไปไม่ถึง 1 นาที นิ่มมันก็ร้อง ‘กรี๊ดดดดด!!!’ ออกมาสุดเสียง ผมเลยตกใจถามว่า ‘มึงเป็นอะไร!!?’ นิ่มมันบอกว่า ‘เมื่อกี้เหมือนมีเล็บมาข่วนที่คอกู’ ซึ่งพอผมไปเปิดออกดู ก็เห็นเลยว่ามีรอยเล็บข่วนจริง และมีเลือดซิบๆ ออกมาด้วย ซึ่งทั้งผมและนิ่มต่างก็งงว่าเกิดจากอะไร? ผมเลยไล่ให้นิ่มไปอาบน้ำ จะได้ทำแผล แล้วผมก็ลงไปเซเว่น เพื่อจะซื้อยาทาแผล และก็หาอะไรกินอีกนิดหน่อย
พอผมเดินขึ้นห้องมา ผมเห็นนิ่มมันนั่งอยู่บนเตียงกอดเข่าร้องไห้ แถมยังนุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่เลย ยาสระผมก็ยังไม่ล้างออก ผมตกใจเลยถามมัน ‘มึงเป็นอะไรวะ?’ นิ่มรีบวิ่งมากอดผม แล้วก็ร้องไห้ไม่หยุด ตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด ผมให้มันตั้งสติแล้วไปล้างหัวล้างตัวให้เรียบร้อย แต่งตัวให้เสร็จ แล้วค่อยมาคุยกัน.. หลังจากที่นิ่มทำอะไรเสร็จแล้ว ก็พอจะสงบสติลงมาได้บ้าง แล้วนิ่มมันก็เล่าให้ผมฟังว่า ‘ตอนที่มึงออกไปเซเว่น กูก็เข้าไปอาบน้ำสระผม แล้วตอนสระผม กูก้มหน้าแล้วโกยผมมาข้างหน้า กำลังใช้มือสองข้างขยี้ๆ อยู่ๆ ก็เห็นเหมือนมีมือสองข้างมาแหวกผมกูช้าๆ แล้วค่อยๆ เอาหน้าโผล่เข้ามา พร้อมกับตะคอกใส่กูว่า เอาผมกูคืนมา!! กูเลยรีบวิ่งออกมานั่งที่เตียงในสภาพที่มึงเห็น..’ นิ่มมันยังบอกอีกว่า ‘หน้าตาของผู้หญิงคนนั้นซีดขาว ดวงตาสีแดงๆ อมม่วง มีเส้นเลือดขึ้นเต็มหน้า โคตรติดตากูเลย’ ผมได้ฟังก็แทบช็อคเหมือนกันครับ
ไม่รอช้า วันรุ่งขึ้นพวกผมพากันไปร้านเดิมเพื่อที่จะเอาผมออก แต่พอไปถึงก็เห็นว่าที่หน้าร้านมีคนมุงดูอะไรกันเต็มไปหมด ผมเลยถามป้าคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น? ป้าแกเล่าว่า ‘น้องชายเจ้าของร้านนี้ทะเลาะกับแฟนอย่างแรง เพราะจับได้แฟนมีผู้ชายคนอื่น แฟนน้องชายเจ้าของร้านเลยหนีปัญหา ด้วยการกินน้ำยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตาย..’ พวกผมสองคนได้ฟังก็มองหน้ากัน ขณะที่กำลังอึ้งอยู่นั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็ยกศพออกมา และเกินคาดครับ ศพที่ผมเห็นนั้นถูกตัดผมจนสั้นแหว่ง ป้าที่เห็นเหมือนกันแกก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า ‘โอ้ย ขนาดคนตายไปแล้วยังจะตัดผมเขามาขายอีก! หัวธุรกิจจริงๆ เลยแม่คุณ..’ พอผมกับนิ่มได้ฟังเท่านั้นล่ะ ถึงกับขนลุกขึ้นมาทันที ไม่อยากจะคิดเลย ว่าผมที่นิ่มต่อมาราคาถูกนั้น ไปได้มาจากไหนยังไง..
หลังจากเอาผมออก ผมกับนิ่มก็ไปวัดทำบุญกัน พร้อมกับติดเอาเส้นผมนั้นมา 2-3 เส้นไปลอยน้ำแถววัด หลังจากนั้นก็ไม่เจอเหตุการณ์อะไรแปลกๆ อีกเลย.. อ่อ ลืมบอกไป เมื่อตอนที่ผมได้คุยกับนิ่ม นิ่มให้ผมดูที่ต้นคอ ต้นคอนิ่มยังเป็นแผลเป็นอยู่เลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ศาลข้างทาง


      เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณตังเมค่ะ คุณตังเมเล่าว่า.. เราอาศัยอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษค่ะ เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน เรากับเพื่อนคนหนึ่งในหมู่บ้าน จะชอบชวนกันไปขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวแถวหมู่บ้าน หรือไปหมู่บ้านอื่นช่วงเวลาหลังเลิกเรียน บางครั้งยังแอบพ่อแม่ขี่ออกไปเที่ยวตอนดึกๆ ก็มี เพราะช่วงนั้นวัยกำลังเกเรค่ะ.. มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนเราคนนี้มันก็โทรมานัดว่าจะออกไปหาพี่สาวที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล พี่สาวมันเพิ่งคลอดลูก เลยจะไปดู ไปผูกแขนรับขวัญหลาน (ประเพณีคนบ้านนอก) ประมาณเกือบ 2 ทุ่มพวกเราก็เดินทางออกจากหมู่บ้านกัน โดยเราเป็นคนขี่ เพื่อนเป็นคนซ้อน
หมู่บ้านของพี่สาวเพื่อนเราจะห่างไปประมาณ 5 กิโลเมตร เราไปแบบไม่รีบ ค่อยๆ ขี่ จะบอกว่าเส้นทางสมัยนั้นเปลี่ยวมาก เป็นป่าสลับทุ่งนา นานๆ จะเจอหมู่บ้านที ก็ขี่ไปคุยไปหัวเราะกันไปเรื่อย ตอนนั้นไม่ได้กลัวอะไรเลย จนสักพัก เรากวาดสายตามองไปตามไฟหน้ารถ ไปเห็นเหมือนชายแก่กำลังเดินจากข้างทางมาบนถนน เห็นแต่ไกลเลย เพราะช่วงนั้นมันเป็นทุ่งนา เราขี่ไปใกล้จนจะถึงชายคนแก่คนนั้น สิ่งที่เห็นคือชายแก่คนนั้นล้มตัวลงกับพื้น แล้วคลานบนถนน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกับว่าตัวเองขี่รถช้ามาก ไปไม่ถึงตัวชายคนแก่คนนั้นสักที แล้วเราก็ต้องตกใจสุดขีดเพราะเราเริ่มเห็นว่าร่างของชายแก่คนนั้นมีแค่ครึ่งตัวบน!! และช่วงที่จะขี่ผ่านตัวชายคนแก่นั้น แบบว่าใกล้มากๆ เหมือนเขาพยายามจะเอื้อมมือมาจับขาเรา พร้อมกับพูดว่า ‘ไปด้วย..’ เสียงนั้นมันช่างหลอนมาก เรากับเพื่อนนี่กรี๊ดลั่นเลย
ช่วงที่ขี่ผ่านชายแก่ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งแล่นผ่านตัวชายแก่คนนั้นไปดื้อๆ แล้วพอเราขี่พ้นไป หันหลังกลับไปดู กลับไม่เห็นชายแก่คนนั้นแล้ว เราก็งง ว่าตกลงที่เราเห็นเมื้อกี้คืออะไร? เราพูดกับเพื่อนว่า ‘มึงๆ เมื่อกี้คนหรือเปล่า เขาโดนรถชนเปล่าวะ เราต้องไปช่วยเขาไหม?’ เพื่อนมันรีบสวนกลับมาว่า ‘โอ้ยยยย เชี่ยมึง! เห็นขนาดนั้นมึงยังคิดว่าคนอีกเหรอ? ถ้ามึงเลี้ยวกลับ กูจะเขวี้ยงโทรศัพท์มึงทิ้งเดี๋ยวนี้เลย!’ จากนั้นเราก็รีบขี่ไปจนถึงบ้านพี่สาวของเพื่อน ไปถึงพวกเราต่างพากันวิ่งเข้าบ้านร้องไห้ตัวสั่น จนพี่สาวกับแม่เพื่อนถามว่า ‘เป็นอะไร ไปทำอะไรมา?’ เราบอกว่าโดนผีหลอก เขานิ่งไปสักพัก ก่อนจะถามเราว่า ‘พวกเธอขี่รถมา ได้บีบแตรบอกศาลไหม?’ เราก็คิดในใจว่าศาลอยู่ตรงไหนวะ ทำไมเราไม่เห็น? เขาบอกว่า ‘เจอกันมาหลายคนแล้ว..’ เราก็ไม่ฟังอะไร นั่งร้องไห้อย่างเดียว ไม่กล้ากลับบ้าน เลยโทรให้พี่ชายมารับ..
สักพักพี่ชายเราก็มาถึง เราก็เล่าให้พี่ชายฟังอีก แล้วก็ลาพี่สาวเพื่อนกับแม่เขาเสร็จสรรพ ถึงตอนกลับ พี่ชายเราบอกว่าให้นั่งกันเต็มๆ เบาะนะ อย่าเหลือที่ว่าง เดี๋ยวจะมีอะไรมาซ้อนได้ ส่วนพี่ชายเราเขามากับเพื่อน ให้เพื่อนซ้อนท้ายมาด้วย ขากลับเราขี่ตามพี่ชาย เห็นพี่ชายบีบแตรตรงที่ที่เราเห็นชายคนแก่นั้น เราก็ลองสังเกตดูข้างทางรอบๆ เลยไประยะหนึ่ง มีศาลไม้ใหญ่เบ้อเร่อจ้าาา!! แต่มีต้นไม้รกบังหน้าศาลอยู่พอสมควร เราก็เลยบีบแตรตาม พอกลับถึงบ้าน แม่กับพี่ชายรุมบ่นเรายกใหญ่ สำนึกผิดแทบไม่ทัน เหตุการณ์นี้ทำเอาเราเข็ดไปอีกนาน เวลาเดินทางดึกๆ จะไม่กล้าคุยกันจนลืมสังเกตศาลข้างทางอีกเลยล่ะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ผีห้องเช่า

ผีห้องเช่า

           เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณปีใหม่ค่ะ คุณปีใหม่เล่าว่า.. เมื่อก่อนครอบครัวเราย้ายบ้านบ่อยมากๆ ค่ะ แทบจะทุกๆ 2 ปี เพราะว่าฐานะไม่ค่อยดี เลยต้องเช่าเขาอยู่ หมดสัญญาก็ย้าย ส่วนใหญ่จะเช่าแฟลต วนๆ ย้ายห้องอยู่แค่ในแฟลตนั้น แต่เหตุการณ์ที่เจอ คือเราย้ายไปเช่าอีกแฟลตหนึ่งข้างๆ กัน เพราะช่วงนั้นแฟลตเดิมหมดสัญญา และหาห้องว่างไม่ได้ อีกแฟลตที่ว่าจะมี 5 ชั้น มีบันไดทางขึ้น 2 ฝั่ง เราอยู่ชั้น 5 ห้องกลางๆ หน่อย ในห้องจะมีชั้นลอย และมีส่วนด้านหลังเอาไว้ทำอาหารหรือซักล้าง เราอยู่กับ พ่อ ย่า และน้องชาย 2 คน (ลูกของอา) โดยทั้งหมดจะนอนรวมกันที่ห้องโถงเลย ส่วนชั้นลอยจะเอาไว้เก็บของ คืนแรกๆ ที่มาอยู่ก็ไม่เจออะไรนะคะ แต่พอผ่านไปได้อาทิตย์ 2 อาทิตย์ก็เจอเลยค่ะ
วันนั้นเราทะเลาะกับพ่อ ก็เลยงอนพ่อแล้วแยกไปนอนห่างๆ พ่อจะนอนหันปลายเท้าไปทางทีวี ส่วนเราจะนอนหันข้างให้ทีวีค่ะ กลางดึกคืนนั้น เราก็นอนฟังเพลงไป แล้วเกิดอยากเห็นว่าพ่อทำอะไรอยู่ แต่ด้วยความที่งอนอยู่ กลัวเสียฟอร์ม เลยเอาหูฟังส่อง (หูฟังเราจะเป็นแบบเงาๆ มองสะท้อนได้) เราก็เห็นว่าพ่อนอนหลับอยู่ ก็เลยไม่ได้สนใจอะไร แล้วทีนี้พอจะเอาหูฟังลง มันก็สะท้อนไปทางตู้เสื้อผ้าข้างทีวี เราสังเกตเห็นเป็นคนยืนอยู่ โดยมีผ้าสีแดงคลุมไว้ตั้งแต่หัวเหลือแค่ช่วงเท้า คือตอนนั้นตกใจมากบวกกับงงๆ ว่าเราเห็นอะไรอยู่? เราพยายามหันไปมองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็นมี แต่พอมองสะท้อนหูฟังมันเห็น เรามองสลับกันอยู่หลายครั้งก็ยังเหมือนเดิม คือตอนนั้นรู้สึกงงมากกว่าที่จะกลัวค่ะ เราได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ แล้วนอนหลับไป
จนคืนถัดมา เราตัดสินใจลองทำแบบเดิมอีก เพราะคิดว่าอาจจะตาฝาด แต่ทำอีกก็ยังเห็นอีกค่ะ! คือเขายืนอยู่ที่เดิมเลย คลุมด้วยผ้าสีแดงเหมือนเดิม เราก็งงอีก คือมันแบบสงสัยน่ะค่ะ คราวนี้เราถือหูฟังจ้องไว้อย่างนั้นเลย ปรากฏว่า.. ผ้าสีแดงที่คลุมตัวเขา มันค่อยๆ เลื่อนลง อารมณ์เหมือนในหนังผีมาก มันเลื่อนลงจนเห็นบริเวณแถวๆ หน้าผาก พอเดาได้ว่าเป็นผู้ชาย ก่อนผ้าจะหลุดพรึ่บลงมากองที่พื้น เผยให้เห็นร่างโชกเลือดยืนจ้องเราอยู่ เหมือนเขารู้ว่าเราเห็นเขา! เรารีบเขวี้ยงหูฟังทิ้ง แล้วคลุมโปงทันทีเลย ตอนนั้นเลิกงงเลยค่ะ เปลี่ยนเป็นกลัวแบบสุดขีดแทน
หลังจากคืนนั้น เรามักจะฝันเรื่องเดิมๆ ติดต่อกัน ในฝันมีเงาดำๆ รูปร่างเป็นผู้ชายมายืนอยู่ส่วนหลังบ้าน เห็นเป็นแค่เงา หน้าตาไม่เห็น เป็นแบบนี้หลายคืนติดๆ กันเลย.. แล้วก็จะเริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับเราบ่อยมากค่ะ เช่นบางทีเรานอนดูทีวีอยู่คนเดียว เราเห็นย่าเราเดินเข้ามาในบ้าน และเดินดุ่มๆ ไปหลังบ้าน แล้วหายไปนานมาก เราก็เลยเดินไปดูว่าย่าทำอะไร ทำไมนานจัง? แต่ปรากฏว่าหลังบ้านไม่มีใครเลยค่ะ ตอนนั้นคือเรากลัวมาก ไม่เคยโดนหลอกติดต่อกันขนาดนี้.. จนมาถึงช่วงที่เราแบบว่าจะไม่ทนอีกแล้ว คือเรานั่งเล่นคอมอยู่คนเดียว คอมจะอยู่ใกล้ๆ กับส่วนหลังบ้านเลย แล้วลำโพงคอมมันพัง เราเลยกำลังจะใส่หูฟัง ใส่ไปข้างนึงแล้ว กำลังจะใส่อีกข้าง ก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเรามาจากหลังบ้านว่า ‘ใหม่..ใหม่..’ แบบนี้ 2 รอบเลย เราก็ตกใจเพราะหลังบ้านปิดไฟมืดแล้ว และเราอยู่คนเดียว ใครจะมาเรียกเราได้ ตอนนั้นเรานี่ขนลุก กลัวจนร้องไห้เลยค่ะ รีบโทรให้พ่อขึ้นบ้านเร็วๆ หลังจากนั้นเราก็ไม่กล้าที่จะอยู่บ้านคนเดียวอีกเลย จะอยู่ข้างล่างแฟลตรอทุกคนขึ้นบ้านพร้อมกัน หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวเราก็ย้ายออกจากที่นั่นค่ะ
พอย้ายออก เราก็ไม่กลับไปเหยียบแฟลตนั้นอีกเลย จนมีน้องที่รู้จักคนหนึ่งอยู่แฟลตนั้น เราเลยถามน้องเรื่องนี้ไป น้องก็ไปถามแม่มาให้อีกที สรุปว่าที่แฟลตนั้นเคยมีคนตายค่ะ ถูกฆ่าปาดคอเลือดทะลักเต็มห้องไปหมด ตอนมาเก็บศพห่อผ้าขาวก็เอาไม่อยู่ ผ้าทั้งผืนกลายเป็นสีเลือดแดงฉานไปหมด แต่เขาไม่ได้ตายห้องที่เราอยู่นะคะ เป็นอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะมาห้องเรา หรือเพราะเขารับรู้ได้ว่าเราสัมผัสถึงเขาได้ อันนี้เราก็ไม่รู้ค่ะ..