วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เส้นทางไร่อ้อย

เส้นทางไร่อ้อย

เรื่องนี้ส่งมาจากคุณเตี้ย (นามสมมติ) ค่ะ คุณเตี้ยเล่าว่า.. เตี้ยเป็นคนภาคอีสานค่ะ เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่ภาคอีสาน ด้วยความที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานมาก ทำให้เตี้ยตระเวนไปเยี่ยมเพื่อนๆ ญาติๆ ตามหมู่บ้านต่างๆ แทบจะทุกวัน จนมีวันหนึ่ง เตี้ยให้พี่ชายคนรองขับรถพาไปเยี่ยมย่า และบรรดาอาๆ ที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งห่างออกไปราวๆ 5 กิโลเมตร ตอนแรกพี่ชายก็บ่นบอก ‘เอาไว้พรุ่งนี้ได้ไหม? นี่ก็ 4 โมงเย็นแล้ว เวลาเตี้ยไปหาเพื่อนหาญาติ ชอบติดลม พี่ไม่อยากขับรถตอนกลางคืน ไฟหน้ารถมันไม่ค่อยดี..’ พี่ชายคนรองเตี้ยบ่นซะยาว เตี้ยเลยบอกกับพี่ชายว่า ‘ถ้าไม่พาไป งั้นเอากุญแจรถมา เตี้ยไปเองก็ได้ ถ้าเมาแล้วขับอย่ามาบ่นทีหลังละกัน..’ พอพูดจบ ทั้งแม่ทั้งพี่ชายรีบร้องห้ามใหญ่ บอกห้ามไปคนเดียวนะมันอัตราย เดี๋ยวนี้บ้านเราไม่เหมือนเมื่อก่อนหรอกนะ สุดท้ายพี่ชายคนรองก็ต้องขับรถไปส่งเตี้ยจนได้
เตี้ยนั่งหน้าข้างพี่ชาย ตามองสองข้างทางที่เปลี่ยนไปมาก ถนนเส้นที่พี่ชายพามาเป็นเส้นทางลัด เป็นถนนดินทรายที่ชาวบ้านเขาใช้เวลาไปไร่ไปนา สองข้างทางที่เตี้ยจำได้มันเคยเป็นไร่มันสำปะหลัง แต่ตอนนี้เป็นไร่อ้อยแทน เตี้ยชวนพี่ชายคุยไปเรื่อย แต่ส่วนมากพี่ชายก็จะตอบมาแค่ ‘อืมๆ’ และก็บอกซำ้ๆ อยู่นั่นแหละว่า ‘อย่าอยู่นานนะ ไฟรถไม่ค่อยดี พี่อยากกลับก่อนคำ่’ เตี้ยก็ตอบไปส่งๆ ‘จ้าๆ’ แต่ในใจก็คิดว่า อะไรวะ..นี่ก็ 4 โมงเย็นแล้ว ถ้ากลับก่อนคำ่ก็ 6 โมง แค่ 2 ชั่วโมงจะไปทำไม ยังไงก็ต้องมี 3 ทุ่มอย่างตำ่ล่ะ.. และก็จริงอย่างที่คิดไว้ค่ะ เตี้ยคุยกับเพื่อนๆ กับญาติๆ ยิ่งดื่มด้วยยิ่งติดลม ล่วงเลยไปจนเกือบ 4 ทุ่ม ซึ่งพี่ชายนี่ก็เร่งทุกๆ ครึ่งชั่วโมงว่า ‘กลับเถอะๆ’ จนแกหยุดเร่งเพราะคงเบื่อ จนเริ่มจะดึก เตี้ยถึงได้ชวนพี่ชายกลับ
ขากลับกว่าเราสองพี่น้องจะออกจากหมู่บ้านของย่าก็ 4 ทุ่มเข้าไปแล้ว ย่ากับญาติๆ ก็ชวนนอนด้วย แต่เราสองพี่น้องไม่อยากนอน เพราะแค่กลับบ้านดึกแม่ก็คงบ่นหูชาแล้ว.. บอกก่อนเลยค่ะว่าแถวบ้านนอกนี่ เลย 2 ทุ่มไปแล้วจะเงียบมาก ยิ่ง 4 ทุ่มไม่ต้องพูดถึง เรานั่งรถกันมาเงียบๆ เงียบจนเตี้ยทนไม่ไหว สองข้างทางที่เป็นไร่อ้อยตอนกลางวันว่าน่ากลัวแล้ว ตอนกลางคืนนี่น่ากลัวยิ่งกว่า แถมเป็นถนนดินทราย ทำให้พี่ชายขับรถช้าอย่างกะเต่าคลาน บรรยากาศมันวังเวงมากจนต้องหาเรื่องคุยกับพี่ชาย ‘ไร่อ้อยเยอะขนาดนี้ หนูคงเยอะเนาะอ้าย..’ พี่ชายก็ตอบมาคำเดียว ‘อืมมมม..’ ‘แล้วอ้อยมันได้ราคาดีเหรอ ทำไมใครๆ ถึงเลิกปลูกมันสำปะหลังมาปลูกอ้อยแทน?’ พี่ชายก็ตอบสั้นๆ เหมือนเดิมคือ ‘อืมมมมม..’ ตอนนี้เตี้ยเริ่มโมโหพี่ชายละ ถามอะไรก็ตอบแค่ ‘อืมมมมๆ’ นอกจากพี่ชายจะไม่คุยแล้ว ยังหน้านิ่ง สูดหายใจหนักๆ ฟืดดๆ อยู่หลายครั้ง จนเตี้ยชักจะหมดความอดทน เลยไม่คุยด้วย หันหน้าหนีมองออกไปทางหน้าต่าง กะว่าจะมองอะไรไปเรื่อยเปื่อย สองข้างทางค่อนมีแต่ต้นอ้อยสูงทึบ รกมาก แล้วสายตาเตี้ยก็ดันมองไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาวถึงกลางหลัง ใส่เสื้อสีเขียวอ่อน นั่งยองๆ เอามือกอดเข่า ซบหน้าลงกับหัวเข่าอยู่ข้างทาง ที่เห็นเพราะแสงไฟหน้ารถสาดไปพอดี เตี้ยเลยเผลอร้อง ‘เฮ้ย!’ ออกมาดังๆ หันมองตามจนรถแล่นผ่านไป เขาก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น เตี้ยหันไปหาพี่ชายกะจะบอกว่า ‘จอดให้เขาไปด้วยดีไหม? คงเป็นชาวบ้านแถวนี้มานั่งรอใครมารับหรือเปล่าเลยเผลอหลับ..’ เตี้ยคิดในใจยังไม่ทันได้อ้าปากบอกพี่ชาย พี่ชายก็พูดออกมาก่อน ‘อย่าปาก!’ (อย่าพูด ภาษาอีสาน) เตี้ยก็งง อะไรวะ ปกติพี่ชายเป็นคนมีนำ้ใจ ทำไมวันนี้ใจแคบจัง คิดแค่นั้นเตี้ยก็สะบัดหน้าหันไปทางหน้าต่างมองข้างนอกตามเดิม แต่สิ่งที่เตี้ยเห็นข้างหน้า คือผู้หญิงคนเดิม นั่งท่าเดิมอยู่ข้างทาง! เฮ้ย!? แล้วแกมานั่งตรงนี้อีกได้ยังไง?
พอถึงตรงนี้เตี้ยขนลุกซู่เลยค่ะ คิดว่าไม่ใช่ละ หันหน้ามาทางพี่ชาย เห็นพี่ชายหน้าซีด ขบกรามแน่น ตาก็มองไปข้างหน้าเหมือนตั้งใจขับรถมากๆ จากนั้นพี่ชายก็พูดเบาๆ ว่า ‘อ้ายเห็นแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรต่อ..’ พอจบคำพี่ชายแค่นั้นล่ะค่ะ กระบะหลังรถนี่วูบลงเหมือนมีของหนักๆ ตกใส่ เตี้ยนั่งตัวสั่นนำ้ตาไหลเลย รู้สึกเลยว่ารถมันหนักมาก เหมือนเวลาเราบรรทุกของหนักๆ เต็มกระบะหลังเลยล่ะค่ะ รถก็ช้าลงมาก ขนาดไม่ใช่คนขับยังรู้สึก เตี้ยนั่งหลับตาร้องไห้ ความรู้สึกตอนนั้นคือมันนานมาก กลัวจนจะฉี่ราด เสียงพี่ชายก็คอยพูดปลอบเบาๆ ‘อย่าร้องๆ ใกล้จะถึงบ้านแล้ว..’ จากนั้นไม่นาน รถก็เหมือนเบาวืดขึ้นมาเลย เตี้ยลืมตาขึ้นดูถึงรู้ว่าจะเข้าเขตหมู่บ้านเตี้ยแล้ว มองทางพี่ชายเห็นแกหันมามองเตี้ยบ่อยๆ พร้อมกับบอก ‘ไม่มีอะไรแล้วๆ’
พอถึงบ้านเท่านั้นล่ะค่ะ เตี้ยเปิดประตูวิ่งไปหาแม่ทันที แม่ยังนั่งรออยู่กับพี่ชายคนโต และพี่สะใภ้ เตี้ยวิ่งไปกอดแม่เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว พี่ชายคนโตเดินไปหิ้งพระเอาฝ้ายมาให้แม่ผูกข้อมือเรียกขวัญให้เตี้ย ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชายคนรองว่า ‘พ้อติ?’ (เจอเหรอ?) พี่ชายคนรองก็พยักหน้าบอก ‘จะเหลือเหรอ’ ‘..แล้วเจอยังไง?’ พี่สะใภ้ถาม เตี้ยเลยเล่าให้ฟัง ว่าเห็นผู้หญิงคนเดียวกันนั่งกอดเข่าอยู่ข้างทาง 2 ครั้ง แล้วอยู่ๆ รถก็วูบหนักๆ เหมือนบรรทุกของเป็นตันๆ พอเล่าจบก็ได้ยินพี่ชายคนรองร้องว่า ‘โอ้ยยย! แค่นั่งกอดเข่าข้างทาง 2 ครั้งแกยังร้องไห้ขนาดนี้ ถ้าเห็นเอาหน้าแนบกระจกตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านย่า แถมยังแลบลิ้นเลียกระจกตลอดทางจนถึงทางเข้าหมู่บ้านเหมือนพี่ แกไม่หัวใจวายตายเลยเหรอ!!’ จากนั้นพี่ชายคนโตก็เดินออกไปดูที่กระจกหน้าด้านคนขับ แล้วเดินกลับมาบอกเบาๆ ว่า ไอ้น้องกระจกรถแกเอี่ยมอ่องจริงๆ เลย! เตี้ยนี่ได้แต่นั่งงง อ้าปากค้าง ยังจะมาพูดเล่นกันอีก คนกลัวจนผมจะร่วงทั้งหัวอยู่แล้ว ยังไม่ทันจะถามอะไร พี่สะใภ้ก็เล่าให้ฟังว่า ‘เมื่อ 3 เดือนก่อน มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ พี่ผัน แกเป็นคนหมู่บ้านที่ย่าอยู่ แกออกไปดูไร่อ้อยของแก จากนั้นก็หายตัวไปเลย ชาวบ้านตามหากันอยู่หลายวันก็ไม่เจอ จนกระทั่ง 4 วันต่อมา ชาวบ้านที่ออกไปไร่ไปนาได้กลิ่นเหม็นเน่าออกมาจากไร่อ้อย จึงไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้ระดมคนออกมาช่วยกันค้นหาดู ถึงได้รู้ว่าแกถูกฆ่าข่มขืนหมกไร่อ้อย นั่นยังไม่น่าสลดใจเท่าแกท้องได้ 4 เดือนแล้ว คนร้ายยังทำร้ายแกได้ลงคอ จนเดี๋ยวนี้ยังจับคนร้ายไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาแกก็เฮี้ยนหลอกทุกคนที่ผ่านเส้นทางนั้นตอนคำ่มืด หมายถึงทุกคนจริงๆ เลยนะ ชาวบ้านแถวนั้นหลัง 6 โมงเย็นก็ไม่มีใครใช้เส้นทางนั้น ชาวไร่ชาวนาต่างรีบกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน..’ ได้ฟังแบบนั้นแล้วก็น่าโมโห คือไม่มีใครบอกเตี้ยเลยสักคน ถ้าเตี้ยรู้ก่อน คงยอมโดนแม่ด่าแล้วนอนบ้านย่ายังดีกว่าโดนผีหลอก แต่คิดๆ ไปก็ยังถือว่าผีพี่ผันแกปราณีเตี้ยอยู่บ้าง มาแค่ก้มหน้ากอดเข่า ถ้าเจอแบบพี่ชายคนรอง เตี้ยคงได้หัวใจวายจริงๆ ค่ะ

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ หลังรถกระบะ

         หลังรถกระบะ                               

เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณนิแนนค่ะ คุณนิแนนเล่าว่า.. เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสมัยเราอยู่มัธยมต้นค่ะ นี่ก็ผ่านไป 10 ปีได้แล้ว บ้านเราอยู่ตอนล่างของภาคใต้ ช่วงวันหยุด แม่ และบรรดาญาติๆ เรามักจะพากันไปเที่ยวต่างจังหวัด มีครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่เราทุกคนไม่เคยลืมเลยค่ะ.. ครั้งนั้นมีเรา แม่ น้าหญิง แฟนของน้าหญิง และน้องชายเรา จะไปเที่ยวจังหวัดชัยนาท และชัยภูมิกัน ไปโดยรถกระบะ 4 ประตูแบบมีแค็บหลัง ระหว่างการเดินทางขาไปไม่มีอะไร ราบรื่นปกติดีค่ะ แต่เรื่องมันเกิดขึ้นตอนขากลับ..
ตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าเราอยู่จังหวัดไหน เพราะมันดึกแล้วมืดไปหมด ระหว่างทางน้าเราเกิดปวดฉี่ จึงต้องแวะหาปั๊มน้ำมัน พอถึงปั๊ม ทุกคนก็ลงกันไปเข้าห้องน้ำ ยกเว้นเราที่ไม่ปวด นั่งรออยู่ในรถคนเดียว สักพักเราก็รู้สึกว่ากระบะหลังมันยุบตัวลง เหมือนเวลามีคนขึ้นรถ เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าใครสักคนคงขึ้นหลังกระบะเพื่อเอาของ เลยไม่ได้หันไปดู.. สักพัก แม่ น้องเรา และแฟนน้าหญิงก็ขึ้นมาบนรถ ตามหลังมาด้วยน้าหญิง ที่มีสีหน้าแตกตื่น ตกใจ เหมือนหนีอะไรมา แฟนน้าหญิงเป็นคนขับ น้าหญิงนั่งหน้าข้างคนขับ ส่วนเรา และคนอื่นๆ ก็นั่งแค็บหลัง พอปิดประตูรถ น้าหญิงก็บอกแฟนให้รีบออกรถทันที.. พอออกมาจากปั๊มได้สักระยะ เราก็ถามน้าหญิงว่า ‘เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไร?’ น้าหญิงก็เล่าว่า ตอนที่ไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำน่ากลัวมาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะก็มีแม่เรา มีน้องชายเราเข้าไปด้วย ก็เข้ากันไปคนละห้อง แล้วทุกคนก็ออกมาก่อน ระหว่างนั้นน้าหญิงก็มองจากช่องด้านล่างของประตูห้องน้ำ แสงมันสาดเข้ามาทำให้เห็นว่ามีขาคนเดินผ่านห้องน้ำไป.. น้าหญิงก็ทักเพราะคิดว่าเป็นเรา แต่กลับไม่มีเสียงตอบ ก็เริ่มตกใจละ แต่พอออกจากห้องน้ำมา ปรากฏว่าห้องน้ำที่เข้า เป็นห้องสุดท้ายแล้ว ซึ่งคนจะเดินผ่านไปเพื่ออะไร? ถ้าเดินไปเป็นกำแพงแล้วทำไมถึงไม่เดินกลับมา แต่หายไปเฉยๆ ล่ะ?
ตอนที่น้าหญิงเล่าอยู่นั้น รถก็ออกห่างจากปั๊มน้ำมันมามากแล้ว แฟนน้าหญิงขับเลนซ้าย แล้วก็มีรถกระบะคันหนึ่งแซงมา จังหวะนั้น ทุกคนเห็นว่าที่ท้ายรถกระบะคันที่แซง มีเด็กคนหนึ่งหน้าขาวซีด มองมาที่รถเรา ทุกคนตกใจมากไม่รู้ผีหรือคน เรานี่หลับตาเลยค่ะ ไม่กล้ามอง ปกติเวลาไปไหนแบบนี้ถ้าเห็นอะไรโบราณเขาไม่ให้ทัก.. เห็นแบบนั้น ทุกคนก็เลยคิดกันไปว่า เขาคงตามมาจากปั๊ม แต่ไปอยู่ที่รถคันนั้น คงไม่มีอะไรแล้ว.. แต่มันไม่จบแค่นั้นค่ะ เพราะความจริงแล้ว สิ่งที่ตามมามันอยู่คันเราต่างหาก!
คือเราชอบมองกระจกกลาง ชอบส่องดูหน้าตาตัวเอง ดูๆ อยู่ก็รู้สึกเหมือนเห็นผมคนปลิวๆ อยู่ที่หลังกระบะ ทีแรกก็คิดว่าคงจะตาฝาดเลยไม่ได้บอกใคร กลัวจะโดนดุ.. แต่กลายเป็นว่า เราไม่ได้เห็นคนเดียวค่ะ เพราะตอนนี้ทุกคนเห็นเหมือนกัน นั่งนิ่งกันหมดเลย แฟนน้าหญิงเริ่มพูดออกมาก่อน เท่านั้นล่ะ ที่เหลือก็หันไปดูหลังรถ เห็นกันหมด! ตกใจกันมากแต่ไม่แตกตื่นนะคะ คือเป็นผู้หญิงค่ะ นั่งหันข้างอยู่กระบะหลัง ผมยาวปลิวตามลม เห็นแค่นั้นเลยค่ะ ไม่กล้าหันไปมองอีก.. ก็ขับไปจนเกือบถึงเขตจังหวัดบ้านเราแล้ว ตอนนั้นใกล้รุ่งแล้วค่ะ ประมาณตี 5 เราก็คิดว่าไม่เป็นไรแล้วล่ะ เขาคงไปแล้ว แต่เปล่าเลยค่ะ เราหันไปมองก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม!!
แฟนน้าเราตัดสินใจเลี้ยวเข้าวัดเลยค่ะ พอจอดในเขตวัดปุ๊ป เรา แม่ และน้อง รีบลงจากรถไปอยู่ใกล้พระพุทธรูปเลย ทีนี้เรากับแม่หันกลับไปมองที่รถ เห็นเลยว่าเขาลงจากรถค่ะ เป็นเงาดำๆ ชัดเจนมาก มาเดินวนรอบรถอยู่อย่างนั้น ทำให้พวกเราไม่กล้ากลับไปที่รถ ต้องอยู่กันตรงนั้นจน 6 โมงเช้า แล้วทุกคนก็รีบไปหาหลวงพ่อ เพื่อถวายสังฆทานไปให้เขา พอถวายเสร็จเราก็สบายใจแล้ว คิดว่าเขาคงได้รับบุญกุศลก็คงไปแล้ว จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านกันค่ะ.. แต่วันต่อมา แฟนน้าหญิงขับรถคันเดิมไปทำธุระ ปรากฏว่ามีสิบล้อมาชนเข้าที่ท้ายกระบะยับเยินค่ะ โชคดีที่แฟนน้าหญิงปลอดภัยไม่เป็นอะไร แต่จากนั้นมาแฟนน้าหญิงก็ไม่ใช้รถคันนั้นอีกเลย.. อุบัติเหตุครั้งนั้นจะเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้ค่ะ..




วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชุดมือสอง

ชุดมือสอง

     เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ขนหัวลุกจากคุณอิงค่ะ คุณอิงเป็นพนักงานราชการบรรจุใหม่ที่เชียงใหม่  และก็ได้ถูกส่งไปอบรมที่เชียงราย 2 วัน จริงๆ ก็อบรมวันเดียว ส่วนอีกวันก็คือไปเที่ยวนั่นเอง และอิงก็ได้ไปแถบแม่สาย ที่มีของราคาถูกขายเยอะแยะมากมาย อิงก็ไปสะดุดกับชุดกระโปรงยาวลายดอกสีดำตัวหนึ่ง อิงเห็นว่าสวย และราคาก็ไม่แพง อิงจึงตัดสินใจซื้อมาในราคาเพียง 350 บาท
คืนนั้นหลังจากกลับมาถึงบ้านที่เชียงใหม่ อิงเข้าห้องนอน ก็เก็บเสื้อผ้าที่ซื้อ เครื่องประดับ และข้าวของอื่นๆ เข้าตู้เสื้อผ้า ทำธุระส่วนตัว และก็เข้านอนตามปกติ.. คืนนั้นอิงรู้สึกใจสั่นๆ วูบๆ บอกไม่ถูก แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คล้ายกับตกจากที่สูง เป็นแบบนั้นทั้งคืนเลย มันทำให้อิงนอนไม่ค่อยหลับ
ในคืนต่อมา พออิงเข้ามานอนในห้อง ครั้งนี้มันอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีคนจ้องเราอยู่ และในกลางดึกคืนนั้นเอง อิงก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกเหมือนมีเสียงหายใจแรงๆ อยู่ข้างๆ หู เสียงมันเหมือนเสียงสะอื้น.. อิงตัดสินใจเปิดไฟหัวเตียง และออกไปเรียกน้องสาวที่อยู่อีกห้องมานอนด้วย
เมื่อเอิง น้องสาวอิงย้ายมานอนที่ห้อง อิงก็เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อจะหยิบหมอนอีกใบให้ แต่อิงก็ต้องร้องกรี๊ดลั่น เพราะสิ่งที่อิงเห็นคือใบหน้าผู้หญิงที่ไม่มีนัยน์ตา แทรกอยู่ระหว่างเสื้อผ้าที่แขวนอยู่..
วันต่อมา อิงได้นำเสื้อกระโปรงสีดำตัวที่ซื้อมาจากเชียงรายไปที่วัด และเล่าให้พระท่านฟังว่าเกิดอะไรขึ้น พระท่านก็นำเสื้อกระโปรงชุดนี้ใส่ถังน้ำล้าง ปรากฏว่าน้ำนั้นกลายเป็นสีดำผสมแดงเหมือนเลือด พระท่านว่าอาจจะเป็นชุดที่ถอดจากศพที่ตายโหงแล้วเอามาขายก็ได้ ดูสิ ยังไม่ทันล้างเลือดออกดีเลย..





วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ต้นมะปราง

ต้นมะปราง

    เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณ จอมกะล่อน เทพวายุ สมาชิกกลุ่ม TheHOUSE ค่ะ.. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผมเมื่อตอนอายุประมาณ 10 ขวบเท่านั้น บ้านผมอยู่จังหวัดสุโขทัยครับ ในอำเภอที่ผมอยู่นั้น ส่วนมากจะทำสวนผลไม้กันเป็นส่วนใหญ่ เช่นสวนมะม่วง สวนกล้วย สวนละมุด เป็นต้น อาจจะมีปลูกต้นไม้อื่นแซมเพิ่มในสวนบ้าง เช่นมะปราง กระท้อน ขนุน มะพร้าว อะไรประมาณนี้ และเรื่องมันก็เกิดขึ้นในสวนผลไม้นั่นล่ะครับ
ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำค้างเริ่มลงมาบ้างแล้ว ซึ่งน้ำค้างนั้นเป็นอาหารชั้นดีของเหล่าจิ้งหรีด ซึ่งในสวนผลไม้จะมีจิ้งหรีดอยู่เป็นจำนวนมาก และเจ้าจิ้งหรีดนี่ล่ะ เป็นอาหารโปรดของผมเลยทีเดียว คืนนั้น เสียงจิ้งหรีดร้องระงมดังไปทั่วทั้งสวนเลย มันชวนให้น่าออกไปจับยิ่งนัก ผมเลยชวนอาเขยออกไปจับจิ้งหรีดกัน วิธีการจับก็ไม่ยากเท่าไร แต่ถ้าคนไม่เคยก็อาจจะยากสักหน่อย คือธรรมชาติของจิ้งหรีดเวลามันร้อง มันจะออกมาอยู่ที่ปากรูของมัน แต่หากมีอะไรไปรบกวน มันจะรีบมุดเข้ารูของมันทันที เวลาจับเราจะใช้เสียมอันเล็กๆ ปัก เพื่อดักรูมันไว้ไม่ให้มันมุดเข้ารูมันได้ แล้วก็จับตัวมันใส่ขวด ขวดที่ใช้ก็ขวดน้ำอัดลมพลาสติกนั่นล่ะครับ สองคนอาหลานเดินหาจับจิ้งหรีดกันไปเรื่อย จากสวนหนึ่งไปอีกสวนหนึ่ง คือสวนแต่ละแปลงมันก็จะติดๆ กันหมด แล้วเวลากลางคืนมันจะไม่รู้หรอกว่าสวนใครเป็นสวนใคร ก็เดินกันไปตามเสียงจิ้งหรีดร้อง เดินไปไกลแค่ไหนไม่รู้ จนมาถึงสวนหนึ่ง ซึ่งสวนนี้ดูสภาพมันรกกว่าสวนอื่นๆ ที่เดินผ่านมา เหมือนไม่มีคนดูแลมานานมากแล้ว หญ้าขึ้นรกสูงประมาณหัวเข่าได้ แต่เสียงจิ้งหรีดในสวนนี้ร้องดังดีเหลือเกิน
สองคนอาหลานก็เดินด้อมๆ มองๆ ส่องไฟหาเพื่อดูว่ามันร้องอยู่ตรงไหน แต่น่าแปลกที่เสียงร้องดังขนาดนั้น แต่เรากลับไม่เห็นรูจิ้งหรีดเลย แต่ก็ยังพยายามเดินหากันต่อ จนเดินไปถึงต้นมะปรางใหญ่ต้นหนึ่ง ดูลักษณะน่าจะอายุหลายสิบปีอยู่ ซึ่งใต้ต้นมะปรางนั้น เราสองคนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องดังกว่าที่ผ่านมาเสียอีก เราก็ส่องไฟหาตามใต้ต้นมะปรางนั่นล่ะ ไฟที่ใช้นั้นเป็นไฟแบตเตอรี่ ที่ใช้หลอดแบบมีสายสวมไว้ที่หัว ไฟจะอยู่ตรงหน้าผากน่ะครับ.. ระหว่างที่ส่องไฟหาจิ้งหรีดอยู่ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกิ่งมะปรางมันเขย่าอย่างแรง เสียงดัง ‘สุบๆๆ’ ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีลมพัดมาเลยแม้แต่นิด เราสองคนเลยพร้อมใจกันส่องไฟขึ้นไปมองบนต้นมะปราง แต่กลับไม่มีอะไร.. ตอนนั้นสองคนอาหลานเริ่มใจคอไม่ดีละ จึงค่อยๆ หันหลังเตรียมจะเดินออกมาจากใต้ต้นมะปรางใหญ่นั้น พอก้าวขาออกมาสัก 2-3 ก้าว ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรสักอย่างร่วงลงมาจากต้นมะปรางดัง ‘ตุบ’ แบบดังมากๆ เราสองคนตกใจหันไฟส่องไปตรงนั้นพร้อมกัน ให้ตายเถอะครับ มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย.. ลองนึกภาพว่าใต้ต้นมะปรางนั้นมีหญ้าขึ้นประมาณหัวเข่า แต่เสียงที่ตกลงมานั้นมันเหมือนอะไรที่มีน้ำหนักเยอะมากๆ แต่หญ้าตรงจุดนั้นกลับไม่ยุบเลยสักนิด..
ก่อนที่จะทันได้คิดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงใบมะปรางเขย่าดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ไม่ได้มีแค่เสียงเขย่า แต่มีเสียงแบบ ‘เฮือกๆ อึกอักๆๆ’ แบบคนขาดใจ หายใจไม่ออกอะไรประมาณนั้น สองคนอาหลานจึงส่องไฟขึ้นไปดูพร้อมกัน คราวนี้ล่ะ เต็มๆ ตาเลยครับ! เห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่ง อายุน่าจะราวๆ 30-40 ปี กำลังดิ้นเร่าๆๆ ขาสะบัดไปมาอย่างแรง มีเชือกผูกที่คอ และเชือกนั้นมัดไว้กับกิ่งมะปราง ตาเหลือกปูดบวมแทบจะทะลักออกมาจากเบ้า ลิ้นจุกปาก สองมือก็กำลังดึงเชือกที่รัดคอไว้ ภาพนั้นทำให้ทั้งอาทั้งหลานยืนช็อค ขาสั่น เหงื่อแตกพลั่กๆๆ ร่างแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นตรงนั้นเลย! ร่างนั้นดิ้นอยู่ราวๆ เกือบนาที แล้วก็หยุด.. ก่อนจะถลึงตามามองที่เราสองคน แล้วพูดเสียงเย็นๆ หลอนๆ ว่า ‘เอากูลงไปหน่อย..’ แล้วก็หัวเราะอย่างสะใจ ยังไม่พอ ร่างนั้นยังพูดต่ออีกว่า ‘ถ้ามึงไม่ช่วย..เดี๋ยวกูลงไปเองก็ได้!’ พอพูดจบ ร่างนั้นก็ร่วงลงมาดัง ‘ตุบบ’ เสียงดังสนั่นแบบเดียวกับที่ได้ยินตอนแรกเลย เท่านั้นล่ะ พอตั้งสติได้ ทั้งอาทั้งหลานพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิง วิ่งไปไหนต่อไหนไม่รู้ จนมาถึงบ้าน พอเข้าบ้านได้รีบเอาพระมาคล้องคอ แล้วรีบเข้านอนคลุมโปงทันที
จนเช้ามาพากันจับไข้ จนย่าของผมซึ่งตอนนั้นท่านยังไม่เสีย มาถามว่า ‘ไปทำอะไรกันมา ถึงพากันจับไข้แบบนี้?’ ผมก็เลยเล่าให้ย่าฟัง ย่าเลยเล่าให้ฟังว่า ‘ที่แปลงนั้นน่ะ เจ้าของที่แกตายไปนานแล้ว สวนนั้นก็เลยไม่มีใครมาดูแล..’ ซึ่งพอถามไปถามมา เจ้าของที่ก็คือคนที่พวกเราเจอนั่นล่ะ ย่าบอกว่าแกไปผูกคอตายที่ใต้ที่ต้นมะปรางนั่นเอง





วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ

ผู้หญิงข้างทาง

    เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณซันค่ะ คุณซันเล่าว่า.. ผมอยู่จังหวัดขอนแก่นครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ผมหยุดงานครับ คืนนั้น เพื่อนผมคนหนึ่งมันก็โทรมาชวนผมไปหาอะไรดื่มกัน ผมก็ตกลงไป โดยที่นัด ไอ้เอ็ม เพื่อนอีกคนหนึ่งให้ไปตามไปทีหลัง เพราะมันยังไม่เลิกงาน ผมกับเพื่อนคนแรกดื่มกินกันไปจนกระทั่งราวเที่ยงคืนได้ พนักงานร้านก็มาแจ้งว่าจะปิดร้านแล้ว ผมเลยโทรไปหาไอ้เอ็มบอกว่าไม่ต้องมาแล้ว ร้านจะปิด มันก็โอเคๆ แต่สักพัก มันโทรกลับมาหาผมบอกว่า ‘มารับกูกลับบ้านหน่อย ทำกุญแจรถหายว่ะ..’ ผมก็โอเค เตรียมตัวออกจากร้านไปรับมัน แล้วบอกเพื่อนอีกคนให้กลับก่อนเลย
ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับไอ้เอ็ม ผมตอนนั้นสาบานได้เลยว่าไม่ได้เมา เพราะดื่มไปแค่ 2 แก้ว นั่งกินข้าวคุยกันซะส่วนใหญ่.. จนขี่มาถึงหน้าหมู่บ้านของไอ้เอ็ม มันจะมีป้อมยามเหมือนหมู่บ้านทั่วไป ที่มีอะไรมากั้นไว้ ขี่ไปถึงยาม ยามก็จะเลื่อนออกให้ ยามจำเพื่อนผมได้ก็เลยทัก ‘อ้าวเอ็ม วันนี้ให้ใครมาส่ง แล้วรถไปไหน?’ ไอ้เอ็มก็บอก ‘กุญแจหายพี่..’ ก็เออๆ กันตามปกติ แล้วผมก็ขี่เข้ามาต่อ ทางในหมู่บ้านมันจะเป็นทางยาวๆ ไปเรื่อยๆ มีซอยย่อยๆ ให้เลี้ยวเฉพาะทางซ้ายมือ ส่วนทางขวามือจะเป็นป่า มีม้านั่งรอรถบ้าง และมีลูกระนาดแทบตลอดทาง.. ผมขี่ไปได้สักพักก็ไปเจอคนนั่งอยู่ที่ม้านั่ง เป็นผู้หญิงหันข้างให้ ผมก็เลยทักขี้นมาลอยๆ ‘ใครวะ แม่งมานั่งคุยโทรศัพท์คนเดียวดึกๆ มืดๆ ยุงไม่กัดตายห่า..’ ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด ไอ้เอ็มมันก็ตีแขนผม แล้วบอกว่า ‘เลี้ยวซ้ายนี่แหละ’ ตอนนั้นผมก็ไม่คิดอะไร นึกว่ามันกลัวผมขี่เลยซอยเฉยๆ
พอไปส่งไอ้เอ็มถึงหน้าบ้าน มันลงจากรถแล้วบอกผมว่า ‘ขี่กลับดีๆ นะมึง เจออะไรก็ไม่ต้องไปพูด ไม่ต้องไปสนใจ..’ แล้วผมก็ขี่รถจากบ้านมันเลี้ยวกลับออกมาทางเดิมที่จะไปป้อมยาม จนขี่มาถึงม้านั่งตัวเดิม แต่ก็ไม่เจอใครแล้ว.. จังหวะนั้นรถผมขึ้นลูกระนาดพอดี อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ารถผมยุบลงแรงกว่าปกติอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร จนมาถึงป้อมยาม ยามก็ออกมามาเลื่อนที่กั้นให้ ผมก็ยิ้มให้เขา แต่เขากลับไม่มองผม สายตาเขามองเลยผมไปด้านหลังและเหลือกขึ้นสูง ผมก็งงว่ายามเขามองอะไร? พอผมขี่ผ่านไปป้อมยามไปได้สักหน่อย ผมก็มองกระจกหลังกลับไปที่ป้อมยาม เห็นยามยังคงมองตามมาที่รถผม แล้วพนมมือไหว้.. ผมก็งงสิครับ ไหว้ผมเหรอ? มารยาทดีไปไหม?
ผมขี่ไปจนถึงเซเว่น ก็จอดแวะลงไปซื้อน้ำกิน จังหวะที่ผมลงจากรถ ผมสังเกตเห็นว่ามีรอยเท้าที่เบาะนั่งด้านหลังผมครับ เป็นคราบฝุ่นๆ แป้งๆ รูปเท้าแบบเห็นนิ้วโป้ง นิ้วก้อย เป็นลักษณะเท้าชัดมาก แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้ รีบปัดออกไปก่อน ตอนนั้นผมเริ่มกลัวละ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า ผมโดนอะไรบางอย่างตามมา.. ประกอบกับหมา 4 ตัวที่หน้าปากซอยบ้านผม ซึ่งผมสนิทกับพวกมัน จะเรียกตลอดเวลาที่ขี่รถผ่านก่อนเข้าบ้าน แต่คืนนั้นพวกมันเห็นผมมา มันเห่าแบบจะเป็นจะตายเลย เห่าแบบเหมือนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ที่ทำเอาผมสั่นเลยก็คือ ไอ้โหน่งหมาตัวโปรดผม มันวิ่งมาเห่าตรงที่คนซ้อนครับ เห่าเหมือนมันเห็นอะไร ผมเรียกยังไงมันก็ไม่หยุด ผมเลยรีบบิดสุดชีวิตเข้าบ้าน
พอขี้นบ้านได้ ผมไม่อาบน้ำละครับ สวดมนต์ เข้านอนทันที จนภรรยาผมถาม ‘ตัวเองสวดมนต์ไหว้พระด้วยเหรอวันนี้?’ (คือปกติผมไม่เคยสวดมนต์ก่อนนอนครับ) ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หลับไปเลย.. แล้วคืนนั้นผมฝันครับ ฝันว่าผมลุกไปฉี่ที่ห้องน้ำในบ้านผม ด้วยความเคยชินผมจะเป็นคนไม่ชอบเปิดไฟห้องน้ำ ไปถึงก็ยืนฉี่เลย ตามปกติมันจะมีเสียงฉี่เวลามันกระทบน้ำ แต่คราวนี้เสียงมันเงียบกริบครับ จนตาผมเริ่มมองเห็นเป็นลางๆ ว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ที่ชักโครก! หน้าตาน่ากลัวมาก เธอลุกขี้นมาชี้หน้าผมว่า ‘มึงทักกูทำไม!!’ จนผมตกใจสะดุ้งตื่น ขนลุกทั้งๆ ที่เหงื่อไหลเต็มตัว จับไข้เลยครับ
หลังจากวันนั้นไม่กี่วัน ไอ้เอ็มมันก็โทรมาหาผม มันถามผมว่า ‘เป็นไงบ้างวะ ยังโอเคไหม?’ ผมก็ถามว่าโอเคเรื่องอะไรวะ? มันเลยเล่าให้ผมฟังว่า ‘กูขี่รถผ่านป้อมยาม ยามเขามาถามกูว่าเพื่อนเป็นยังไงบ้าง ยังอยู่ดีไหม? กูก็งงถามว่ามีอะไร? ยามเลยบอกว่า คืนนั้นหลังจากมึงมาส่งกูเสร็จ ตอนมึงขี่รถออกไป ยามแม่งเห็นมีผู้หญิงยืนอยู่ที่เบาะหลังมึง!’ เท่านั้นแหละ ผมรีบไปวัดทำบุญรดน้ำมนต์ยกใหญ่เลยครับ ต่อไปเห็นอะไรน่าสงสัยตอนกลางคืน ผมจะไม่กล้าทักอีกแล้ว..