วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หาจนเจอ

หากันจนเจอ


      ชาย และ อิม เพิ่งคบกัน ทั้งคู่กำลังจะเข้าปี 1 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต ชายตัดสินใจออกจากบ้านมาเช่าหอพักติดกับมหาวิทยาลัย ทั้งที่บ้านชายก็ไม่ได้อยู่ไกลมากนัก เพื่อจะได้อยู่กับอิมที่ย้ายมาจากเชียงใหม่
ชายเป็นคนที่หวงอิมมาก แต่อิมก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีเช่นกัน และถึงแม้จะเรียนคนละคณะกัน แต่ทุกวันหลังเลิกเรียน ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่หอพัก.. ทุกๆ คืนอิมจะบอกรักชาย และพูดกับชายเสมอว่า อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันนะ..
เช้าวันหนึ่งกลางเทอม 2 ช่วงนี้ฝนตกบ่อยๆ ทำให้อิมไม่สบาย ชายออกไปซื้อยาให้อิมแต่ชายก็ไม่กลับมาอีกเลย เสียงโทรศัพท์อิมดังขึ้น เป็นเบอร์ชายโทรเข้า แต่เสียงนั้นกลับเป็นคนอื่น และบอกกับอิมว่า น้องผู้ชายคนนี้ถูกรถชนตายแล้ว.. ทุกอย่างกระทันหันมาก อิมได้แต่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน.. หลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้น อิมก็ได้ย้ายห้องไปอยู่ห้องอื่น
1 เดือนผ่านไป อิมเริ่มรู้สึกว่าทุกครั้งที่กลับมาอยู่คนเดียวในห้อง จะรู้สึกเหมือนมีคนเรียกชื่อ คล้ายหูแว่วตลอดเวลา จนคืนหนึ่ง อิมเปิดทีวี และเผลอหลับไป พอรู้สึกตัวกลางดึกเพราะทีวีซ่าเนื่องจากหมดผังรายการ อิมจึงลุกขึ้นมาหยิบรีโมทกดปิดทีวี จอทีวีสีดำเงาสะท้อนให้เห็นห้อง และตัวเอง และเมื่ออิมเพ่งดีๆ อิมเห็นเงาของชายที่กำลังร้องไห้ซบอยู่ที่ไหล่..
พร้อมกับเสียงพูดข้างหูเบาๆ ปนสะอื้นว่า “กว่าจะหาเจอ.. อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันนะ..”



เรื่องสยองขวัญ ห้องกรรมการนักเรียน

       ห้องกรรมการนักเรียน

         เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นสมัยผมเรียนอยู่ ปวช. ปี 2 ครับ ตอนนั้นผมเป็นคณะกรรมการนักเรียนครับ ครั้งหนึ่ง อาจารย์ได้คัดเลือกกรรมการนักเรียน 6 คน เพื่อที่จะลงไปดูพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดนิทรรศการ และการแข่งขันทางทักษะ ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ในกลุ่ม 6 คนที่ถูกเลือกเป็นชายล้วน คือรุ่นพี่ปี 3 4 คน ปี 4 1 คน และปี 2 1 คน คือผมเอง แต่ก็มีรุ่นพี่ผู้หญิงอีกคนอาสาไปเป็นคนที่ 7 ครับ พี่แกอ้างว่าไม่ไว้ใจผู้ชาย กลัวเงินที่ออกให้จะหมดก่อน พี่แกชื่อหยก อยู่ปี 3 คนนี้แหละคือเจ้าของเรื่องที่จะเกิดขึ้นครับ
พวกเราออกเดินทางไปจนถึงวิทยาลัยแห่งนั้นก็เย็นแล้ว ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนเป็นอาจารย์ พาไปยังห้องพักที่ทางวิทยาลัยจัดไว้เป็น 2 ห้อง ชาย 1 หญิง 1 เท่ากับว่าพี่หยกต้องนอนคนเดียว แต่พี่หยกแกกลัว เลยจะขอมานอนด้วย แต่ฝั่งผู้ชายบอกว่า ให้ผมเป็นคนไปนอนเป็นเพื่อนแทน เพราะพวกพี่เขาจะกินเหล้ากัน ซึ่งผมไม่กิน สุดท้ายผมก็ยอมไปแต่โดยดี ลักษณะห้องจะเหมือนกันหมด คือสำหรับ 6 คนนอน ห้องน้ำอยู่ด้านหลัง ผมเลือกเตียงมุมห้อง พี่หยกแกนอนกลางห้อง.. พอเข้าห้องผมก็อาบน้ำก่อน แล้วกลับเข้ามานอนบนเตียงหยิบหนังสือมาอ่าน ส่วนพี่หยกแกก็เล่นคอมของแกไป.. ผ่านไปสักพัก อยู่ดีๆ พี่หยกก็ทักขึ้นมาว่า ‘นี่เรย์ ในเว็บบอร์ดแม่งมีคนบอกว่า หลัง 5 ทุ่ม เวลาอาบน้ำห้ามสระผม ไม่งั้นจะเจอผี..’ ผมได้ยินก็ขำครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อนะเรื่องผีสาง เพราะผมเองก็ถือว่าเคยเจอมาไม่น้อย แต่เรื่องบางเรื่องมันก็เกินไป เลยบอกไปว่า ‘พี่ มันจะใช่ที่ไหน ความเชื่อของคนขี้เกียจมากกว่า.. แล้วนี่ 5 ทุ่มกว่าแล้ว อย่าบอกนะว่าพี่กลัวอะ?’ พี่หยกก็ตอบกลับมาว่า ‘ก็ใช่น่ะสิ ฉันกลัว!’ ผมเลยเสนอวิธีว่า ‘เอางี้นะพี่ ตอนสระผม พี่ก็หลับตาหรือหันหลังให้กระจกแล้วกัน..’
แล้วพี่หยกก็เข้าไปอาบน้ำสระผมครับ ผ่านไปได้ไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงพี่หยกร้อง ‘กรี๊ดดด!’ ผมรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ โดยที่พี่แกยังคงร้องตลอดไม่หยุด ผมเคาะประตูเรียกพี่หยก พี่แกเปิดออกมาแล้วกระโจนมากอดผม อาการแบบคนตกใจ และยังหลับตาตลอด ผมบอก ‘พี่ล้างยาสระผมออกก่อนไหม?’ พี่แกบอกให้ผมล้างให้หน่อย.. แล้วขณะที่ล้างผมให้พี่หยก ผมเหลือบมองไปที่กระจก เห็นมีเงาสะท้อนผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ด้วย.. พอล้างผมเสร็จ ผมก็พยุงพี่หยกกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับรุ่นพี่คนอื่นๆ ก็มาถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ผมเลยบอกว่ารอพรุ่งนี้เช้าค่อยให้พี่หยกเล่าให้ฟังดีกว่า..
แล้วผมก็พาพี่หยกไปนอนที่เตียง ผมก็นั่งอยู่เตียงข้างๆ นั่นแหละ แล้วสักพักแกก็เล่าขึ้นมาเองว่า ‘ตอนฉันสระผมอยู่ก็กลัวไง เลยทำตามที่แกบอก ว่าให้หลับตา และหันหลังให้กระจก แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บที่หัว เหมือนมีเล็บมาจิกหัวอะไรอย่างนั้น ทีแรกก็คิดว่าเป็นเล็บตัวเอง แต่เหมือนมันไม่ใช่มีแค่ 2 มือของฉัน แต่มีถึง 4 มือ! แล้วจากนั้นฉันก็โดนกระตุกผม พอพยายามจะปัดมือนั้นออก มันก็กระชากไปซ้ายทีขวาที จนมีครั้งหนึ่งเหมือนเท้าจะลอยจากพื้นได้เลย แรงมากๆ จนแกมาเคาะประตู จังหวะนั้นก็เผลอลืมตาจากจะหยิบผ้า ฉันก็แทบช็อค เพราะลืมตามาเห็นผู้หญิงสะแหยะยิ้มอยู่ต่อหน้า!’ ..ขณะที่แกเล่า ผมก็รู้สึกเหมือนมีลมพัดวูบเข้ามา ผมมองไปตามทิศทางลม ก็เห็นว่าประตูห้องน้ำยังเปิดอยู่ เพราะผมลืมปิด ขณะที่ผมลุกขึ้นจะไปปิด ผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตู แล้วประตูก็ค่อยๆ ปิดลงเอง และภาพสุดท้ายที่ผมเห็น เหมือนผู้หญิงคนนั้นจะเอามือตัวเองขึ้นมาดม โดยที่ในมือเห็นเป็นกระจุกผม.. พอประตูปิดลงผมก็ไปล็อกกุญแจ และมานั่งเฝ้าพี่หยก จนเผลอหลับไป
วันต่อมาก็ต้องออกจากห้องเพื่อไปดูพื้นที่กัน ลงมาก็ได้เจอกับอาจารย์ของวิทยาลัยนั้นครับ อาจารย์เขาเห็นพวกเราดูแกตกใจมาก ถามว่า ‘เมื่อคืนพวกเธอนอนกันที่ไหนกัน?’ พี่ปี 4 ในกลุ่มคนหนึ่งแกก็ตอบไปว่า ‘นอนห้องบนตึกนี้แหละครับ..’ พออาจารย์ได้ยินคำตอบแกยิ่งตกใจหนักกว่าเดิม บอกว่า ‘ไปนอนได้ยังไง? โซนนี้ไม่ได้จัดห้องนะ และเขาห้ามมาโซนนี้กัน..’ ผมเลยบอกไปว่า ‘ก็เมื่อคืนมีคนพาเรามานอนที่นี่ครับ ห้องก็สะอาดดีนี่ครับ..’ อาจารย์เลยบอกว่า ‘งั้นไปดูกัน พวกผมก็พากันกลับขึ้นไปยังห้องที่พวกผมพัก อาจารย์แกเห็นแกเลยถาม ‘นอนกันไปได้ไง?’ แล้วพอพวกผมเดินเข้าไปดูเท่านั้นล่ะ แทบจะเป็นลมเลยครับ คือมันไม่ใช่ห้องเลยด้วยซ้ำ เตียงก็หัก ฝุ่น หยากไย่เต็มห้องไปหมด มันคือห้องร้างเลยล่ะครับ สรุปคือพวกผมถูกผีหลอกกันทั้งหมด..

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ ผีทวงของ

        ผีทวงของ

       เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณพริกเกลือค่ะ คุณพริกเกลือเล่าว่า.. เป็นเรื่องสมัยเราเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราโดยตรงนะคะ แต่เกิดกับเพื่อนสนิทเราเอง เรากับเพื่อนสนิทคนหนึ่งได้ย้ายเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยลัยเดียวกัน คณะเดียวกันแต่คนละสาขา ด้วยความที่สนิทกันมานาน ก็เลยเช่าหอพักอยู่ที่เดียวกัน เป็นหอหญิง แต่อยู่คนละห้องนะคะ เพื่อความเป็นส่วนตัว.. หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนร่วมสาขาของเพื่อนสนิทเรา มาเช่าหอพักเดียวกัน อยู่ห้องใกล้ๆ กัน.. เพื่อความไม่งง เราขอตั้งชื่อให้เพื่อนเราแล้วกัน เพื่อนเราที่สนิทกับเรามานาน ชื่อเอ (นามสมมติ) ส่วนเพื่อนร่วมสาขาของเอที่มาเจอทีหลัง พักอยู่อีกห้องใกล้ๆ กัน ชื่อบี (นามสมมติ)
เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่เราเริ่มเรียนไปได้ 4-5 เดือน ด้วยความที่เรา 3 คน สนิทกันมากขึ้น เพราะอยู่หอเดียวกัน เดินเข้าออกห้องของกันและกันทั้ง 3 ห้องได้ ไม่มีใครระวังใคร โดยที่ห้องของเอ จะเป็นห้องประจำที่พวกเรามักจะไปรวมตัวกันเสมอ ก่อนแยกย้ายไปนอน.. แต่แล้ว ความผิดปกติก็เริ่มเกิดขึ้นค่ะ เมื่อของของเอเริ่มหายไป ครั้งแรกๆ ก็เป็นเงินไม่กี่สิบบาท พวกเราก็คิดกันว่า เอคงจะซุ่มซ่าม เผลอทำเงินหล่นระหว่างทางบ้าง หรือเก็บไว้ที่ไหนแล้วลืมบ้าง คือไม่เคยระแวงกันเองเลยในพวกเรา 3 คน.. จนกระทั่งวันหนึ่ง ของชิ้นสำคัญของเอก็หายไป เป็นสร้อยที่พ่อเอให้มาก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าขายก็อาจจะได้ราคาพอสมควร แต่มันเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจเอมากกว่า.. เรากับเอเริ่มไม่สบายใจ และสงสัยว่าหอเราคงจะมีขโมยแน่ๆ เราจึงเช็คของในห้องเราบ้าง ก็ไม่มีอะไรหาย ที่ห้องของบีก็ไม่มีหาย มีแต่เพียงห้องของเอที่ของหายไป.. เราคุยกันเรื่องของที่หายจนดึก ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน..
แล้วเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อผ่านไปเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลังจากแยกกัน บีก็วิ่งกรีดร้องออกมาจากห้อง พร้อมกับทุบเรียกที่ห้องของเอเสียงดังลั่นหอ พอเอเปิดประตูออกมา บีก็ยัดสร้อยที่หายไปคืนใส่มือมาให้ พร้อมกับบอกว่า ‘กูไม่เอาแล้ว มึงเอาคืนไปเลย กูไม่เอาแล้ว!’ บีพูดซ้ำไปซ้ำมาพร้อมน้ำตา แถมยังมีอาการตัวสั่นราวกับกลัวบางสิ่งบางอย่าง พวกเราจะช่วยพาบีกลับห้อง เพราะถึงจะด่าไปตอนนี้ ก็คงฟังอะไรไม่รู้เรื่อง แต่พอมาถึงหน้าห้องบี บีกลับมีท่าทีหวาดกลัว ไม่ยอมเข้าห้องตัวเอง จะขอไปนั่งที่ห้องเอก่อน แต่เอก็ไม่ไว้ใจ สุดท้ายก็เลยมาจบที่ห้องของเราแทน..
บีนั่งตัวสั่นกอดเข่าอยู่ปลายเตียงสักพัก พอเริ่มมีสติ บีก็เริ่มเล่าออกมาว่า บีเป็นคนหยิบของไปจากห้องเอเอง ตั้งแต่เศษเงินเล็กน้อย จนถึงสร้อยคอ ที่หยิบไปเพราะบีใช้เงินเยอะจนหมุนเงินไม่ทัน.. แล้วตั้งแต่หยิบสร้อยของเอไป บีก็เริ่มเจอกับเรื่องแปลกๆ ไม่ว่าจะของในห้องขยับย้ายที่เองบ้าง รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม แต่พอหันไปกลับไม่มีใครบ้าง ซึ่งบีก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไร.. จนกระทั่งคืนนี้ ที่เอรู้ตัวว่าสร้อยหายแล้ว พอแยกกันไปนอน บีกำลังจะหลับ แต่กลับรู้สึกเหมือนกับมีสายตากำลังจ้องมองอยู่ พอบีลืมตามองไปที่ปลายเตียงก็ไม่เห็นใคร จนสายตาเหลือบไปทางตู้เสื้อผ้า ก็แทบเสียสติ เพราะบีเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งชุดไทยสีชมพูบานเย็นนั่งห้อยขาอยู่เหนือตู้เสื้อผ้า สายตาเบิกโพลงจ้องมองบีด้วยความแค้น และเสียงอันเยือกเย็นก็ลอยขึ้นมาในอากาศเบาๆ แต่หนักแน่นว่า ‘เมื่อไหร่มึงจะเอาของไปคืนน้องกู!?’ บีก็ถามกลับไปว่า ‘ของอะไร?’ ผู้หญิงคนนั้นหายไปจากหลังตู้เสื้อผ้า ก่อนจะมาปรากฏตัวตรงหน้าบีอีกครั้ง พร้อมยื่นมือออกมาบีบคอของบีไว้.. บีบอกว่ายังจำความรู้สึกเย็นยะเยือกของมือที่มาผิวคอได้เป็นอย่างดี ‘ที่ผ่านมามึงหยิบเศษเงินเล็กน้อย กูไม่เคยคิดทวงคืน แต่มึงมาเอาของสำคัญของน้องกูไป กูไม่ยอม!’ แล้วจังหวะนั้นบีก็เห็นสร้อยที่คอผู้หญิงคนนั้น เป็นสร้อยแบบเดียวกันกับสร้อยของเอ.. พอผู้หญิงคนนั้นก็หายไป บีจึงรีบหยิบสร้อยที่ขโมยเอมา แล้วรีบวิ่งออกมาเคาะประตู เพื่อเอาสร้อยมาคืนเอในทันที
และหลังจากวันนั้น บีก็ย้ายออกจากหอไป พร้อมกับมีข่าวลือกระจายออกมาว่าเอเลี้ยงผี จนเพื่อนบางคนเริ่มหวาดกลัวเอ บางคนก็เริ่มไม่ชอบหน้า ทุกคนในสาขาเริ่มตีตัวออกห่างจากเอ แล้วจับกลุ่มนินทา จนข่าวลือเริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเอก็ทนไม่ไหว ต้องออกไปเรียนที่อื่น ด้วยสาเหตุที่มีปัญหากับเพื่อน และการเรียนที่ตกต่ำลงเนื่องจากความเครียด ถึงเราจะช่วยแก้ข่าว หรือทำหลายๆ อย่างก็แล้ว ก็ช่วยเปลี่ยนความคิดคนที่ปักใจเชื่อไปแล้วไม่ได้.. เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เราได้รู้ว่า บางครั้งโลกเราก็ไม่ยุติธรรม คนบางคนทำผิดแต่กลับมีที่ยืน ส่วนเจ้าทุกข์กับกลายเป็นคนผิด 

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เงาของใคร?

 
          เป็นเรื่องแปลกๆ ค่ะ แต่สำหรับเราแล้วถือว่าหลอนเลยทีเดียว.. บ้านของเรามีกิจการร้านอาหารอยู่ 2 ร้านค่ะ ร้านจะปิดประมาณตี 3 ของทุกวัน ปกติเราจะเอามอเตอร์ไซค์มาที่ร้านด้วย เวลาปิดร้านหนึ่งเสร็จ จะได้ขี่ไปยังอีกร้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมาก แล้วค่อยขับรถกลับบ้านกัน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นวันที่เราไม่ได้เอามอเตอร์ไซค์ไปด้วย ทำให้เวลาจะปิดร้าน เลยต้องเดินกันไปอีกร้าน คืนนั้นเราก็เดินกันไป 3 คน มีเรา แม่เรา และพี่วัน ลูกจ้างของแม่.. เผอิญว่าวันนั้นเราทะเลาะกับแม่นิดหน่อย ตอนเดินเราเลยแยกออกมาเดินห่างหน่อย โดยที่แม่กับพี่วันเดินนำกันไปก่อน แล้วเราเดินตามหลัง ซึ่งเว้นระยะห่างพอสมควรเลยล่ะค่ะ เราเลือกที่จะเดินทะลุห้างไป เพราะมันใกล้กว่า ซึ่งห้างที่ว่านี้ปิดตั้งแต่ 5 ทุ่มแล้ว ขณะที่เดินเข้าไปในห้าง แม่กับพี่วันก็เดินไปคุยไป ส่วนเราก็เลือกที่จะเดินตามหลัง แล้วเสียบหูเปิดเพลงฟัง
ระหว่างทางก็เดินกันไปปกติไม่มีอะไร แต่พอไปถึงตรงกลางห้าง จะเป็นช่วงที่มืดพอสมควรเพราะเค้าปิดไฟกันหมดแล้ว เราก็เดินไปเบื่อๆ ก็เริ่มหาอะไรเล่น เลยยื่นมือออกไปข้างๆ แล้วแกว่งมือ จินตนาการว่ากำลังจับมือเพื่อนอยู่ แกว่งไปสักพักก็เริ่มคิดว่า ‘ถ้ามีคนมาจับมือเราจริงๆ จะเป็นยังไง?’ แล้วสายตาเราก็มองไปที่เงาของเรา ปรากฏว่าเราเห็นเงาอีกเงาหนึ่งกำลังแกว่งมืออยู่ข้างๆ เรา! เรารีบหันไปข้างหลังทันที ก็ไม่มีใคร.. แต่พอหันกลับมา ก็ยังมีเงาแกว่งมืออยู่ข้างๆ เราอยู่.. ตอนนั้นขนลุกวาบเลยค่ะ รีบวิ่งไปแทรกตัวระหว่างแม่กับพี่วันทันที แม่เราก็ถามว่าเป็นอะไร? เราก็ส่ายหัวอย่างเดียว ไม่กล้าพูด
แล้วไม่ใช่แค่นั้น ระหว่างทางที่เดินกันไป เราเห็นเงา 4 เงาตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เดินกันมาแค่ 3 คน จนเดินมาถึงทางออกจากห้าง เราก็ได้ยินเสียงค่ะ ทั้งๆ ที่เราใส่หูฟังเพลงอยู่ เป็นเสียงผู้หญิงแทรกเข้ามาในหูว่า ‘แล้วมาใหม่นะ..’ แล้วพอเดินพ้นออกมาจากห้าง ก็เหลือแค่ 3 เงาเหมือนเดิม.. หลังจากนั้น เราก็ไม่กล้าเดินผ่านห้างนั้นตอนกลางคืนอีกเลยค่ะ

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสยองขวัญ " ทางรักสีดำ"



         คุณเคยมีเพื่อนสนิทในกลุ่มที่มีสัมผัสพิเศษแรงๆ สามารถมองเห็นสิ่งลี้ลับได้ไหมครับ? ถ้ามี แล้วเขาบอกเขาเตือนอะไร ฟังเอาไว้บ้างก็ดีครับ.. เรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มผม สมัยที่เรียนอยู่ ปวช. ปี 1 เพื่อนผมคนนี้มีชื่อว่า นก ครับ เป็นคนบุคลิกห้าวๆ คล้ายผู้ชาย แต่รูปร่างหน้าตาน่ารัก คือถ้าแต่งหญิงหวานๆ จะสวยมากเลย นกจะเป็นคนทักนู่นทักนี่แปลกๆ อยู่บ่อยครั้ง มีครั้งหนึ่ง นั่งกินขนมกันอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนตอนเช้าก่อนเข้าเรียน มีเพื่อนผู้ชายอยู่คนละห้องกับพวกผม ใส่ชุด รด. มาเลย เดินมาคุยกับไอ้พันที่นั่งตรงข้ามผม ไอ้พันบอกว่าเป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ บ้านมัน เป็นคนชอบชุด รด. มาก บอกเท่ห์ดี ระหว่างที่เพื่อนคนนั้นคุยกับไอ้พัน อยู่ๆ นกก็พูดขึ้นมาว่า ‘ใส่แล้วหล่อดีนะ! แต่คงจะได้ใส่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ..’ พวกผมได้ยินก็หันไปมองหน้านกกันหมด นกไม่พูดอะไร แล้วลุกเดินไปเข้าห้องน้ำเหมือนไม่มีอะไร.. ในวันต่อมา อาจารย์ได้ประกาศหน้าเสาธงตอนเช้าว่ามีเด็กนักเรียนชื่อ-นามสกุลนี้ ไปฝึก รด. แล้วเกิดหัวใจวายเสียชีวิตเมื่อวานนี้ พวกผมพร้อมใจกันหันไปมองหน้านกกันหมดเลย นกได้แต่ก้มหน้าไม่พูดอะไร..
เรื่องราวต่อมาคือตอนไปเที่ยวหาดแม่รำพึงที่จังหวัดระยอง เอารถปิคอัพของพ่อไอ้พันไปกัน นกก็ขอมานั่งหลังกับผม เบียร์ และเอก นกใส่ชุดสบายๆ แต่งหน้าบางๆ เอกก็แซวนกว่า ‘ทอมอะไรวะแต่งหน้า’ ซึ่งนกก็บอกว่าแต่งพอให้ดูดีแค่นั้นล่ะ.. เราแวะปั๊มน้ำมันที่ชลบุรี ผมอยู่เฝ้ารถไม่ได้ลงไป ส่วนนกที่ลงไปซื้อของเดินกลับมาก่อนใคร พอดีมีเด็กวัยรุ่น 3 คนเดินมาแซว มีคนหนึ่งพูดลอยๆ ว่า ‘แต่งตัวเหมือนทอม แต่รูปร่างหน้าตาโคตรน่าเยเลยว่ะ!’ นกได้ยินเข้าก็เลยหันไปแล้วพูดว่า ‘ไอ้พวกนี้ เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาทัน จะตายโหงอยู่แล้วยังจะปากดีอีก!’ ผมก็หันไปมองเด็กพวกนั้น แล้วก็ต้องตกใจ เพราะผมไม่เห็นหัวพวกมันเลยสักคน พยายามขยี้ตาแล้วดูใหม่ ก็ไม่มีเหมือนเดิม! ..พอรถพวกผมออกมาจากปั๊มไปได้ 2 กิโล ปรากฏว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุรถชน มีคนตายด้วย ไอ้พันจอดรถดู เห็นตำรวจกำลังเคลียร์พื้นที่กันอยู่ ผมเดินไปดูถึงกับขาอ่อนเลยครับ เพราะเป็นพวกวัยรุ่นที่แซวนกเมื่อกี้นี่เอง ผมจำเสื้อผ้าหน้าตาได้ดี แล้วที่น่ากลัวคือตำรวจบอกว่า ‘พวกนี้ขี่มอเตอร์ไซค์มาชนท้ายรถสิบล้อที่จอดอยู่ข้างทางตายคาที่ทั้งหมดเลย..’ ผมได้แต่อโหสิกรรมให้ในใจ เดินกลับมาที่รถ นกก็เรียกชื่อทุกคนให้ขึ้นรถ ไอ้พันเลยแซวว่า ‘เรียกชื่อทีละคนเลย กลัวลืมชื่อเหรอวะ?’ รู้ไหมครับนกมันตอบว่ายังไง? ‘ต้องเรียกชื่อสิ เพราะไอ้คนตาย 3 คนมันยืนเลือดท่วมตัวอยู่ท้ายรถเรานี่ล่ะ!’ ผม เบียร์ และเอก ได้ยินแบบนั้นรีบกระโดดขึ้นหลังกระบะทันที แล้วก็ออกเดินทางไปจนถึงหาดแม่รำพึง โดยที่นกมันก็ไม่ได้ทักอะไรอีก.. และการไปเที่ยวครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้ความลับว่าไอ้พันมันแอบชอบนกอยู่ แต่ไม่กล้าบอก เพราะคิดว่านกเป็นทอม..
เรื่องราวผ่านไปจนเดือนสุดท้ายก่อนสอบกลางภาค พวกผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของนก คือนกไว้ผมยาว เริ่มแต่งหน้าทาปาก คาดคั้นถามมันก็ไม่ยอมบอก สิ่งเดียวที่มันบอกคือ เทอมหน้าอาจจะไม่ได้มาเรียนด้วย ซึ่งพวกผมก็ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นลางร้ายหรืออะไร เวลาผ่านไป สอบเสร็จปิดเทอม จนถึงวันก่อนเปิดเรียน 1 วัน ผม นัท เอก และพัน นัดกันไปเตะบอลตอนเย็นด้วยกัน จนถึงเวลา 1 ทุ่ม ก็ไปนั่งพักอยู่นอกสนาม ไอ้พันก็พูดขึ้นมาว่า ‘คิดถึงนกว่ะ! ยิ่งมันกลับมาแต่งเป็นหญิงแล้วยิ่งน่ารัก เดี๋ยวเปิดเทอมหน้ากูจะไปสารภาพว่ากูชอบมัน!’ แล้วเหมือนบังเอิญ ที่อยู่ๆ นกก็เดินมาที่กลุ่มผม แล้วก็มานั่งตรงกลางระหว่างผมกับไอ้พัน มันเห็นเอกที่นั่งตรงข้ามผมถือกีต้าร์โปร่งอยู่ นกเลยบอกให้เอกเล่นกีต้าร์เพลงโปรดให้ฟังหน่อย แล้วหันหน้ามากุมมือผม บอกให้ผมเป็นคนร้อง ผมก็มองหน้าไอ้พัน กลัวมันจะเคือง แต่ไอ้พันพยักหน้าให้ เอกก็เริ่มเล่นกีต้าร์ ส่วนผมก็ร้องเพลง มีใจความว่า
~ให้ฉันนั้นเป็นความหลัง จากความชิงชังของเธอ ที่เคยซึ้งใจก็ให้หลั่งไหลไปกับน้ำตา ปล่อยฉันให้เดินจากไป จากไปบนทางสีดำ ปวดใจนั้น ฉันทนได้เพื่อเธอ~
ตลอดเวลาที่ผมกำลังร้องเพลง นกเอาหัวซบไหล่ไอ้พันไว้ น้ำตาไหลอาบเต็มหน้า เอกก็ถามนกว่า ‘ร้องไห้ทำไมวะ อินขนาดนั้นเลยเหรอ?’ นกลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า ‘ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกันนะ ขอบคุณทุกอย่าง แล้วจะเก็บความทรงจำนี้ไว้..’ มันหันมาพูดกับผม ‘ร้องเพลงเพราะเหมือนเดิม แต่ต่อไปคงไม่ได้ฟังอีกแล้วล่ะ’ สิ่งที่ผมเห็นตอนสบตากับนก ทั้งที่คราบน้ำตายังไม่แห้ง ในดวงตานกมันไม่มีแวว ตามันดูด้านๆ แปลกๆ ซึ่งผมก็ได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่ผมคิดไว้จะไม่เป็นความจริง.. แล้ววันต่อมา ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรก นกไม่มาเรียน จนถึงตอนเคารพธงชาติเสร็จ อาจารย์ก็ประกาศว่ามีนักเรียนหญิงเสียชีวิตโดยการจมน้ำ พอบอกชื่อมา ปรากฏว่าเป็นชื่อของนกจริงๆ แต่นกเสียไปก่อนเปิดเรียนได้ 5 วันแล้ว!! ผมนี่ตัวชาเลย ส่วนไอ้พันยืนร้องไห้ปล่อยโฮแบบไม่อายใครเลย.. คืนวันต่อไปเป็นคืนที่ 7 พวกผมเลยพากันไปงานศพนก ได้คุยกับพี่ชายนกถึงได้รู้เรื่องราวทุกอย่าง คือก่อนปิดเทอม นกมันไปคบกับเด็กเทคนิคคนหนึ่ง และคงจะรักมากจนยอมมีอะไรด้วย นกถึงพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา แต่โชคร้ายที่นกเกิดท้องขึ้นมา พอไปบอกเด็กเทคนิคคนนั้นกลับไม่ยอมรับ แถมมีสาววิทยาลัยครูมาติดพัน ทั้งสวยกว่า มีรถเก๋งให้ขับ เลยตีตัวออกห่าง พี่ชายนกมันบอกว่านกเศร้ามาก มาปรึกษาพี่ พี่ก็บอกไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวคุยกับพ่อแม่ให้ ในวันที่เกิดเรื่องคือตอน 5 โมงเย็น นกชวนพี่ไปนั่งเล่นกีต้าร์ริมคลอง อ้อนให้เล่นและร้องเพลงเดียวกับที่บอกพวกผมนั่นล่ะ แล้วนกก็บอกพี่ให้เดินกลับไปเอาแพ็คลิ้งค์ที่บ้านให้หน่อย พี่ก็เดินไปเอามาให้ แต่พอกลับมาก็เห็นกระดาษเสียบไว้ที่สายกีต้าร์ เขียนว่า.. “ฝากขอโทษพ่อแม่แทนหนูด้วยนะ” พร้อมกับมองไปเห็นรอยเท้าเดินลงไปในคลอง พี่ทิ้งกระดาษรีบกระโดดลงไปเลย แต่หาไม่เจอ เลยวิ่งกลับไปตามพ่อแม่มา สุดท้ายคนที่งมร่างไร้ลมหายใจขึ้นมาได้ ก็คือพ่อของนกเอง ทุกคนได้แต่เสียใจที่นกไม่น่าคิดสั้นแบบนั้นเลย ขณะที่เล่ากันอยู่ ก็มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ลอยมาตามลม พวกผมมองหน้ากัน แล้วไอ้พันก็พูดทั้งน้ำตาว่า ‘พวกกูมางานมึงแล้ว..หลับให้สบายนะนก’ แล้วเสียงร้องไห้นั้นก็ค่อยๆ หายไป เรื่องก็มีเท่านี้ครับ..